หากย้อนกลับไปในอดีตแล้ว เรื่องของเพศที่ 3 หรือเพศทางเลือกนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับและให้อิสระสักเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับในปัจจุบัน หลายๆ คนในสมัยนั้นจึงเลือกที่จะหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้

แต่เมื่อสังคมเริ่มให้การยอมรับเรื่องดังกล่าวมากขึ้น จึงมีหลายคนที่เริ่มเผยตัวตนที่แท้จริง ไม่เว้นแม้แต่คุณพ่อและคุณแม่ของ James Lubbock ที่เผยว่าพวกเขานั้นไม่ใช่พ่อแม่ในแบบที่ลูกชายคิดเอาไว้…

 

James Lubbock

 

โดยในวัยเด็กนั้น James เติบโตขึ้นมาที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เขาโตมาในครอบครัวที่ดี คุณพ่อเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้านที่ทำหน้าที่ได้ไร้ที่ติ และไม่ขัดสนเงินทองหรือความรักแต่อย่าง

ทุกอย่างในชีวิตของ James นั้นเป็นไปได้ด้วยดี ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้ใช้ชีวิตสนุกกับเพื่อนๆ เหมือนกับเด็กๆ คนอื่น

 

James และพ่อแม่

 

แต่เมื่อเขาต้องออกจากบ้านไปเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ครอบครัวของเขาก็เริ่มมีปัญหา พ่อแม่ตัดสินใจแยกกันอยู่ ในตอนที่เขาอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่งเท่านั้น

มันทำให้เขาตกใจมากๆ เพราะที่ผ่านมาความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นดีเกินกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้

 

อย่างไรพวกเขาก็แยกจากกันด้วยดี ทำให้ยังคุยกันได้ พร้อมกลายเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างรวดเร็ว แถมดูเหมือนว่าทั้งคู่จะมีความสุขมากกว่าตอนเป็นสามีภรรยากันเสียอีก

และไม่นานจากนั้น James ก็ได้รู้เหตุผลที่แท้จริงของการแยกกันอยู่ ที่ทำเอาเขาคิดไม่ถึง…

 

James ในวัยเด็กและคุณพ่อ

 

ในวันหนึ่ง คุณพ่อของเขาชวนเขาไปกินข้าวด้วย ก่อนจะบอกว่าแท้จริงแล้วพ่อของเขาไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่ลูกเข้าใจ แต่เขาเป็น “ชาวรักเพศเดียวกัน” ซึ่งลูกชายไม่เคยคิดแบบนั้นมาก่อน มันทำให้เขาช็อคมากๆ

ไม่เพียงเท่านั้น สองสัปดาห์ต่อมา คุณแม่ของเขาก็เรียกเขาออกไปคุย และเขาก็พบแม่ของตัวเองก็เป็นเลสเบี้ยน ถือเป็น “กลุ่มรักเพศเดียวกัน” เช่นเดียวกับพ่อ…

 

 

ณ ช่วงเวลาที่ได้รู้ความจริง ความรู้สึกต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามาหา James เต็มไปหมด เขานั่งคิดเรื่องดังกล่าวอยู่สองสัปดาห์เต็มๆ นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุขกับพ่อแม่

หลังจากที่คิดอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมา แม้จะมีความรู้สึกหลายๆ อย่างถาโถมมา แต่สุดท้ายเขาก็รู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นว่าในที่สุดพ่อแม่ของเขาก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว

และดูเหมือนพวกเขาก็มีความสุขที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ทั้งนี้ เขาก็รู้สึกโล่งใจที่เห็นแม่ของตัวเองได้พบกับผู้หญิงที่เธอจะรักได้สุดหัวใจ

 

 

ต่อมาคุณพ่อของเขาก็ได้เผยว่า การที่บอกความจริงกับลูกชายนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตของเขาเลย และ James ได้กล่าวว่าเขาไม่เคยเห็นพ่อกังวลขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน แต่มันก็ทำให้รู้ว่าภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของเขาถูกลบออกไปแล้ว

และเมื่อ James ลองมองย้อนกลับไป เขาก็ตระหนักได้ว่าในยุคของพ่อแม่ พวกเขาต้องใช้ชีวิตลำบากขนาดไหน เพราะการที่เป็นคนรักเพศเดียวกันถือว่ามีความผิด ก่อนจะมีการยกเลิกโทษไปในปี 1967

 

 

James เผยต่ออีกว่าสำหรับเขาแล้วมันง่ายมากๆ ที่จะเข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงปิดบังความลับเอาไว้ แต่ก็มีเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน เมื่อในอีกมุมหนึ่ง เพราะหากพวกเขาไม่ได้เกิดยุคนั้น ก็ไม่ต้องปกปิดตัวตน พวกเขาก็อาจไม่ได้แต่งงานกัน

และเมื่อไม่ได้แต่งงานกัน ก็ยังไม่มี James ออกมา ซึ่งมันก็เป็นความคิดที่แปลกดี

 

 

สิ่งเดียวที่ James กังวลในตอนนี้ ก็คือตอนที่พ่อเรียกออกไปทานข้าว คุณพ่อได้ใบ้ว่ากำลังมีความสัมพันธ์ที่ “สนุก” กับผู้ชายอยู่ ซึ่งเขาก็เลยต้องรับบทสลับเป็นผู้ปกครอง คอยย้ำเตือนเรื่องความปลอดภัยอยู่ตลอด

หลายคนคงเข้าใจ ว่าการพูดคุยเรื่องเพศกับพ่อแม่นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจ อย่างไร James ก็คิดว่ามันไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง

 

แม้ว่าคุณพ่อจะพลาดมาดูตอนหลานคลอด แต่เขาก็ทำหน้าตาคุณปู่ได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ทาง James ได้เผยเอาไว้ว่าเขาไม่ได้ไม่พอใจในความสัมพันธ์ในปัจจุบันแต่อย่างใด ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสามยังคงเหมือนเดิม ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกเขาสนิทกับพวกเขายิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ทั้งนี้เขายังรู้สึกได้เข้าใจพ่อแม่ยิ่งกว่าเดิม และนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเขาสามารถเข้าไปคุยเรื่องเพศสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่กับพวกเขาได้

 

 

สุดท้ายนี้ในปัจจุบันแม่ของ James นั้นป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ ทำให้เขาต้องใช้เวลาดูแลแม่อยู่บ่อยๆ และความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในส่วนคุณพ่อนั้น เขาเลือกเส้นทางผิด ไปพึ่งพายาเสพติด จนครั้งหนึ่งเคยถูกจำคุกเลยทีเดียว นั่นทำให้ James ต้องคอยตามดูแลอยู่ไม่ห่าง เพราะเขารู้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่คุณพ่อจะพึ่งพาได้

แต่สุดท้ายเขาก็พาคุณพ่อออกมาจากเส้นทางยาเสพติดและพาเข้ารับการบำบัดยา จนหายได้ในที่สุด ครอบครัวของพวกเขาก็กลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวโคบี้

ที่มา Metro

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...