รวม 5 เรื่องราวการ “ประท้วงผู้พัฒนาเกม” ที่สุดท้ายผู้เล่นเป็นฝ่ายชนะ และได้รับการแก้ไขจริงๆ

บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นการประท้วงเรื่องต่างๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งมันก็มักจะเกิดจากความเห็นที่ต่างไปของแต่ละกลุ่ม รวมถึงการประท้วงสินค้าที่ทางผู้บริโภคไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรืออะไรก็ตามที่ผู้ผลิตเป็นคนทำ

ในวงการเกมนั้นก็เช่นกัน เพราะไม่ใช่ว่าผู้พัฒนาเกมทุกคนจะดีเสมอไป หรือจะไม่มีการพัฒนาอะไรที่ถูกใจเสมอ มันจึงเกิดกระประท้วงจากผู้เล่นกันบ่อยมากๆ แน่นอนว่ามันก็ไม่สำเร็จทั้งหมดซะทีเดียว บ้างผู้พัฒนาก็ทำตามการประท้วงและความเห็นของแฟนๆ บ้างก็ไม่ทำโดยการเมินไปเลยก็มี

 

 

ด้วยเหตุนี้เราก็เลยจะมาดูเหตุการณ์ประท้วงของเกมเมอร์ทั่วโลก เพื่อร้องขอการเปลี่ยนแปลงต่อผู้พัฒนาและมันสำเร็จกัน ส่วนสาเหตุว่าทำไมต้องเฉพาะเรื่องที่สำเร็จ คำตอบนั้นง่ายมากๆ เพราะการประท้วงที่สำเร็จใหญ่ๆ มันมีน้อยยังไงล่ะ

 

OpenIV’s shutdown

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญกำลังใจผู้เล่นเกม GTA V เมื่อทางผู้พัฒนาม็อดของเกม OpenIV ถูกทาง Take-Two ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายเกมออกมาบอกว่าให้เลิกทำม็อดให้กับเกมของเขาซะ แน่นอนว่าแฟนเกมก็ไม่พอใจกันยกใหญ่

ชาวเน็ตก็เลยออกมาประท้วงทาง Take Two ว่านายกำลังฆ่าเกมตัวเองนะโว้ย เกมมันสนุกเพราะม็อดเลยนะ จากนั้นรีวิวเกมก็ถูกโจมตีในแง่ลบกันยกใหญ่ พร้อมมีการล่าลายเซ็นแฟนๆ เพื่อนำ OpenIV กลับมาได้ถึง 80,000 ลายเซ็นเลยทีเดียว ซึ่งสุดท้ายมันก็ได้ผล OpenIV กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

เสียเงินซื้อม็อดบน Steam

เมื่อปี 2015 ทาง Valve นั้นอยากจะชิมลางการหาเงินแบบใหม่ ก็เลยเปิดให้ม็อดในเกม Skyrim นั้นต้องจ่ายเงินจึงจะใช้ได้ ซึ่งมันสร้างความไม่พอใจกับแฟนๆ อีกเช่นกัน เพราะพวกเขาให้เหตุผลว่า ม็อดเกมนั้นควรจะแจกจ่ายฟรีตามความต้องการของคนทำ เพราะพวกเขาอยากจะให้คนอื่นได้สนุกกับเกมพร้อมกับสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น

ผู้เล่นจึงจัดการประท้วงพร้อมล่าลายเซ็นคนที่เห็นด้วยได้มากกถึง 130,000 ลายเซ็น เยอะขนาดนี้ทาง Valve จึงต้องยอมแพ้และคืนเงินให้กับคนที่ซื้อไปแล้ว แต่ก็เหมือนว่าทาง Valve จะมีข่าวลือว่าจะกลับมาทำแบบเดิมอีก…

 

ตอนจบของ Mass Effect 3 ที่ไม่โอซะเลย

ถ้าใครเป็นแฟนซีรีส์ Mass Effect นั้นก็คงจะรู้ดีว่าเกมตระกูลนี้เนี่ย ถูกยกให้เป็นหนึ่งในซีรีส์ไซไฟระดับท็อปๆ เทียบเคียงสตาเทร็คหรือสตาร์วอร์ได้เลยนะ เพียงแต่ว่านั้นเป็นเพียงแค่ สองภาคแรกและช่วงต้นของภาค 3 เท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงในตอนจบของภาค 3 นอกจากจะไม่โอเคแล้ว มันยังสร้างความหงุดหงิดให้กับแฟนๆ อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้แฟนๆ จึงออกมาโวยกับทางผู้พัฒนากันยกใหญ่ แน่นอนว่าปัญหานี้และจำนวนแฟนเกมที่มีจำนวนมาก จึงทำให้ทาง Bioware มองข้ามไม่ได้เลย สุดท้ายพวกเขาก็เลยคิดทางออกใหม่เป็นการออก DLC ให้กับผู้เล่นฟรีๆ ซึ่งเป็นตัวเสริมที่ได้รับการแก้ไขบทนิดหน่อย และต่อมาก็มีส่วนเสริมเสียเงินที่ช่วยในตอนจบได้ดีตามที่แฟนๆ หวังไว้

 

SimCity เกมสร้างเมืองแต่ต้องออนไลน์ถึงเล่นได้!!?

เมื่อปี 2013 ยังจำกันได้ไหมว่าทาง EA ได้ปล่อยสุดยอดซีรีส์เกมสร้างเมืองตัวใหม่ของพวกเขาออกมา ซึ่งเสียงตอบรับในด้านเกมเพลย์ก็ถือว่ารับได้เลยล่ะ แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้ถูกประท้วงกันยกใหญ่นั่นก็เพราะว่า ตัวเกมจะต้องออนไลน์ตลอดเวลาถึงจะเล่นได้ ทั้งที่เกมออกแบบมาให้เล่นคนเดียวเป็นหลัก ห๊ะ!!

โดยเหตุผลเดิมที่ต้องทำแบบนั้น เพราะเกมภาคนี้สามารถแชร์เมืองช่วยเหลือกันผ่านออนไลน์ได้นั่นเอง แต่ปัญหาก็ตามมาในท้ายที่สุดอยู่ดี เพราะมีผู้เล่นมากมายล็อคอินเกมไม่ได้และอื่นๆ อีกเพียบ ปัญหานี้คาราคาซังมาเป็นเวลานาน จนหนึ่งปีต่อมา EA ก็ได้ปล่อยแบบฉบับออฟไลน์มาสักที แต่ก็เหมือนจะช่วยเกมไว้ไม่ทันเสียแล้ว

 

ปัญหาการพอร์ต Dark Soul ภาคแรก

ยังจำกันได้ไหมตอนที่เกม Dark Soul ได้ปล่อยออกมาในแบบฉบับคอนโซลก็ได้กระแสที่ดีมากๆ จนชาว PC ก็เดือดร้อนไปถึง Bandai Namco ที่ประท้วงยกใหญ่อยากจะให้พอตเกมมาลงบ้าง แถมล่าลายเซ็นคนกว่า 70,000 ชื่อ ซึ่งทางบริษัทดังกล่าวก็ไม่ปฏิเสธจัดให้แฟนๆ สาสมใจ แต่!!

แต่เกมที่พอร์ตมานั้นมันดันไม่ดีตามคาด ตัวเกมมีบัคมากมาย เฟรมเรตก็ล็อคอยู่ที่ 30 ล็อคขนาดหน้าจออีก และยังมีอีกเยอะแยะเลยล่ะ ซึ่งแฟนๆ ก็บ่นระนาวแต่โชคดีที่มีนักม็อตมาแก้ปัญหาให้ แต่หลังจากนั้นภาค 2 และ 3 ที่พอร์ตมาก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เรียกว่าการฟังเสียงแฟนๆ ในตอนแรก บวกกับเส้นทางขรุขระก็ช่วยให้พามาถึงปัจจุบัน

 

ที่มา pcgamer

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE
เหมียวมู่ทู่ เทพซ่า 007z ผู้รู้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องดีๆ

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....