เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2019 ที่ผ่านมา ได้มีรายงานว่าเด็กเล็กวัย 2 ขวบพยายามต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด หลังจากพุ่งตกลงมาจากห้องชั้น 6 ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน

ในเวลาดังกล่าว เธอกำลังเล่นอยู่บริเวณขอบหน้าต่าง ขณะที่แม่ถูกกล่าวหาว่างีบหลับหลังจากทานอาหารกลางวัน พร้อมทั้งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

อพาร์ตเมนต์ชั้น 6 ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ

 

จากรายงานกล่าวว่าผู้เป็นแม่เพิ่งรู้สึกตัวขึ้นในตอนที่ตำรวจได้เคาะประตูห้องเพื่อแจ้งให้ทราบว่าลูกสาววัยหัดเดินของเธอถูกส่งไปยังโรงพยาบาล และมีอาการบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ดังกล่าว

มีรายงานว่าขณะเกิดเหตุ เด็กน้อยกำลังเล่นกับพี่สาววัย 4 ขวบ ที่ระเบียงในที่พักอาศัยของพวกเธอ ขณะที่เล่นกันอยู่นั้น เธอเริ่มปีนป่ายบริเวณหน้าต่างที่เปิดอยู่และพลัดตกลงไป

เด็กสาวตกฮวบลงไปผ่านกิ่งไม้ก่อนจะตกลงไปอย่างหนักบนพื้นจากความสูงกว่า 60 ฟุต หรือประมาณ 18 เมตร

อย่างไรก็ตาม ความหนานุ่มของพุ่มไม้ช่วยทำให้เธอรอดชีวิต หลังจากนั้นเธอก็พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดเพื่อให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อ

 

 

เหตุการณ์น่าตกใจดังกล่าวมีพยานพบเห็นเป็นผู้เดินผ่านไปมาบริเวณนั้น และได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือทันที

ขณะเดียวกัน เด็กอีกคนที่อยู่ในบ้านก็ปีนหน้าต่างมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องของเธอ นับเป็นโชคดีที่พยานผู้พบเห็นต่างช่วยกันตะโกนเพื่อให้เธอปีนกลับเข้าไปในห้องได้สำเร็จ

เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายถูกพาส่งห้องไอซียูจากอาการบาดเจ็บสาหัสทันที

แม่ของเธอรับรู้เหตุการณ์ดังกล่าวจากตำรวจ หลังจากพวกเขาได้เคาะห้องของเธอเพื่อเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ

เพื่อนบ้านกล่าวว่า “ตำรวจได้เคาะประตูเป็นเวลานานมากก่อนที่เธอจะเปิดประตู เธอดูทั้งเมาและง่วงนอน”

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่า หญิงสาวสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่าในขณะเกิดเหตุเธอกำลังหลับอยู่ โดยปล่อยลูกๆ ทั้ง 4 คนไว้โดยไม่ได้รับการสนใจ

รายงานจากเพื่อนบ้านกล่าวว่าผู้เป็นแม่นั้นไม่มีงานทำ และเมาบ่อยมาก

ทั้งนี้ นักสังคมสงเคราะห์ได้เข้าดูแลลูกอีก 3 คนของเธอ และพาไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังเห็นวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขา

 

 

นายตำรวจ Pksana Poplavska กล่าวว่า “คดีนี้เกี่ยวกับการละเลยการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ลูกๆ ของเธอถูกนำตัวส่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นที่เรียบร้อย”

“เธอต้องติดคุกนานถึง 5 ปีหากพบว่ามีความผิด ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนสอบสวนหาหลักฐานกันต่อไป” เขากล่าว

 

ที่มา: mirror, dailymail

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...