[วิจารณ์ส่งเดช] Furious 7 ความมันส์ที่ไม่ได้พูดถึงแค่ความเร็วอีกต่อไป

*บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องเล็กน้อย*

 

ฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายจริงๆสำหรับหนัง Furious 7 ทั้งปัญหาในการถ่ายทำ ทั้งการเสียชีวิตของ Paul Walker และไหนจะเหตุการณ์ดราม่าของเสี่ยเจียงและจาพนมที่เกือบทำให้คนไทยไม่ได้ดูหนังอีก แต่สุดท้าย Furious 7 ก็สามารถฝ่าทุกอุปสรรคมาได้และฉายให้คนไทยได้ดูนะเหมียว เอาล่ะเดี๋ยวเหมียวจะมารีวิวเอง ว่ามันควรค่าแก่การไปดูหรือไม่

Furious (1)

 

เรื่องราวในภาคนี้จะดำเนินเนื้อเรื่องต่อจากภาค 6 ที่ในตอนท้ายจะเห็นว่าหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์ซิ่งอย่าง Han ถูกตามล่าโดยบุคคลปริศนา ซึ่งก็จะมาเฉลยเอาในภาคนี้ว่าความจริงแล้วเค้าคือ Deckard Shaw (พี่ชายของ Owen Shaw) ที่มาตามล้างแค้นแทนน้องชายจากภาคที่แล้วนั่นเอง

Furious (6)

 

เหมียวจะไม่พูดถึงเรื่องความสมจริงหรือความสมเหตุสมผลของเนื้อหาแล้วนะ เพราะหากใครที่ตามซีรี่ย์ Fast & Furious มานานก็จะรู้ว่า ตัวหนังค่อยๆเพิ่มความ “ขี้โม้” ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะฉากซิ่งรถถังในภาคก่อน หรือฉากลากตู้เซฟยักษ์ไปตามเมือง มาภาคนี้คนดูก็จะได้ดูฉากแบบนั้นอีก อย่างฉากการโดดร่มด้วยรถล่ะเหมียว แต่มันก็ไม่ได้ดูเป็นเรื่องตลกหรือทำให้คนดูเชื่อไม่ได้นะ เพราะเริ่มเรื่องมาเราก็เห็นแล้วว่าเค้าตั้งใจมาโม้ให้เราดูเลย(ตั้งแต่ฉากที่ Hobbs ตกตึก) คนดูแค่ทำหน้าที่ปล่อยตัวปล่อยใจและสนุกกับเรื่องราวเวอร์ๆที่เค้าอยากจะเล่าได้เลย

Furious (4)

 

สิ่งหนึ่งที่ซีรี่ย์นี้เริ่มเปลี่ยนไปก็คือเรื่องของความเร็วล่ะ เพราะถ้าใครได้ดูจะเห็นว่ารถในหนังเรื่องหลังๆมานี้เริ่มจะไม่คำนึงถึงความเร็วเป็นหลักแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องของความทนทานในการขับขี่เข้ามาแทน(เพื่อเพิ่มความมันส์ในการไล่ล่าคนร้าย) และที่น่าดีใจมากๆก็คือ โทนี่ จา หรือจาพนมของเรา ที่ได้มีโอกาสไปร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย ไม่ได้ออกมาเป็นตัวประกอบเพียง 5 วินาทีแล้วตายเหมือนอย่างที่ทุกๆคนแซวกันนะ แต่เค้าโผล่มาในหลายๆฉาก และแต่ละครั้งที่เค้าโผล่มาก็สนุกถึงใจทีเดียว

Furious (3)

 

หนึ่งในตัวละครที่เหมียวชอบสุดๆคงจะหนีไม่พ้น Hobbs นี่แหละ เพราะถ้ากล้ามพี่แกใหญ่อีกนิด แกก็สามารถฟัดกับ The Hulk ได้แล้ว (ซึ่งเหมียวได้ข่าวแว่วๆมาว่าตัวละครของ Hobbs อาจจะแยกออกไปมีหนังเดี่ยวของตัวเองด้วยนะ)

Furious (5)

 

Furious 7 ถือเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Paul Walker แบบจริงๆแล้วนะเหมียว แต่ทางทีมงานก็ได้แจ้งแล้วว่า Paul ได้ถ่ายฉากแอ็คชั่นส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ฉากบางฉากเท่านั้น (แต่คนดูก็จะสังเกตเห็นได้แหละว่าฉากไหนบ้างที่เค้าไม่ได้แสดง) และในตอนจบของหนังก็มีการหาบทสรุปให้แก่ตัวละคร Brian O’conner ได้อย่างลงตัวเลยล่ะ

Furious (2)

 

สุดท้ายนี้เหมียวคิดว่า Furious 7 น่าจะกลายเป็นหนังที่ทำเงินมากที่สุดในตระกูล Fast & Furious ทั้งในต่างประเทศและในไทยแน่นอน หากใครที่ติดตามมาทุกภาค เหมียวขอแนะนำให้ดูในโรงภาพยนต์แบบจอใหญ่ๆ สะใจกว่าแน่นอนเมี้ยววว

 

In my heart forever…..

0

 

ที่มา Catdumbimdb

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE
เหมียวฟิ้น ผู้ชื่นชอบการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ดูได้ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกแนว ชอบอัพเดทตัวเองตลอดเวลา ติดโซเชียลเป็นที่สุด เข้านอนและตื่นมาพร้อมกับนิตยสารภาพยนตร์ที่วางไว้หัวเตียง ไม่ดุไม่กัดและขี้อ้อนเป็นที่สุด

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....