เมื่อพูดถึงการสร้างรถยนต์ขึ้นมาสักคัน เราก็คงคิดไปถึงกระบวนการหลายๆ อย่างที่ซับซ้อน เพราะชิ้นส่วนต่างๆ นั้นแยกย่อยเต็มไปหมด และคงจะต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ทุกสิ่งที่เราว่ามานั้นไม่ได้มีรวมอยู่ในรถคันนี้เลย เพราะวิธีการสร้างรถคันนี้นั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่ใช้วิธี เครื่องพิมพ์โครงสร้างแบบ 3 มิติ เท่านั้นเอง

นี่คือรถที่มีชื่อว่า LSEV ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันของบริษัทรถยนต์ X Electrical Vehicle Limited (XEV) ของฮ่องกง และบริษัทผลิตสั่งพิมพ์โครงสร้าง 3 มิติที่ชื่อว่า Polymaker จนออกมาเป็นผลงานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้นี่เอง

 

มารู้จักกับ LSEV รถที่ผลิตโดยระบบการพิมพ์โครงสร้าง 3 มิติ

 

ความพิเศษอย่างแรกของเจ้ารถคันนี้คือ การใช้ระบบพิมพ์โครงสร้าง 3 มิติในการสร้าง โดย Luo Xiaofan ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Polymaker ถึงกับบอกเลยว่า มันเปรียบได้กับการพิมพ์ที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น เพราะก่อนหน้านี้การพิมพ์โครงสร้าง 3 มิติที่เขาเคยเห็น ไม่เคยมีผลงานชิ้นไหนใหญ่และมีรายละเอียดมากขนาดนี้มาก่อน

เนื่องจากว่ามันใช้ระบบการพิมพ์ดังกล่าว ทำให้รถคันนี้สามารถสร้างออกมาได้เร็วมากๆ เพียงแค่ 3 วันเท่านั้นคุณก็สามารถมีรถพร้อมพาคุณท่องเมืองได้เป็นที่เรียบร้อย

 

 

ทั้งสองบริษัทยังทำการลดชิ้นส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้รถคันนี้มีส่วนประกอบอยู่แค่ 57 ส่วน และมีน้ำหนักแค่ 450 กิโลกรัม แตกต่างจากรถทั่วไปที่จะมีส่วนประกอบมากกว่า 2,000 ชิ้น หนักกว่า 1,200 กิโลกรัม

 

 

และถึงแม้ว่ารถมันจะดูเล็กไปหน่อย แต่ความเร็วสูงสุดของมันอยู่ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าอยู่ในระดับที่ไปไหนมาไหนในเมืองได้แบบสบายๆ จะดริฟท์ลงเขาอากินะก็ยังได้เลย!! (ได้แค่ตอนลงนะ ขับขึ้นนี่คงต้องคิดดูก่อน)

 

 

นอกจากนั้นกำลังไฟของรถยังทำให้ชาร์จเต็ม 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ 150 กิโลเมตร เหมาะแก่การใช้ชีวิตของคนเมืองเป็นที่สุด

 

 

เมื่อฟังคุณสมบัติทั้งหมดไปแล้ว หลายๆ คนอาจกำลังสงสัยในเรื่องของราคาว่ามันจะเปิดขายประมาณเท่าไหร่ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดตอนนี้ได้ประกาศออกมาว่า น่าจะเริ่มนำออกมาขายอย่างเป็นทางการในปี 2019 โดยจะมีราคาอยู่ที่ประมาณหรือไม่เกิน 300,000 บาทเท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้มันจึงได้รับความสนใจอย่างมาก มียอดสั่งจองพุ่งสูงถึง 7,000 คันเลยทีเดียว

 

คลิปเปิดตัวเจ้า LSEV

 

ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจมีโอกาสได้ยลโฉมเจ้ารถขนาดกะทัดรัดที่มีความเป็นเอกลักษณ์คันนี้ก็เป็นได้ ทั้งนี้คงต้องรอติดตามข่าวสารกันต่อไปในภายภาคหน้านะ

 

ที่มา: newatlas , digitaltrends , 9gag

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...