การทำตามกฎก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ หากเรามองว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้…

 

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นบนรถไฟด่วน Bay Area Rapid Transit (BART) ในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

มีผู้โดยสารท่านหนึ่งแสดงความโกรธออกมาอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากว่ามีผู้โดยสารอีกคนหนึ่งกำลังทาน ‘เบอร์ริตโต้’ อย่างเอร็ดอร่อย ทั้งๆ ที่ในตู้รถไฟมีป้ายเตือนอยู่ว่า ‘ห้ามทานอาหารและน้ำดื่ม’

คลิปเหตุการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายเอาไว้ ซึ่งชายผู้เดือดดาลได้ต่อว่าชายที่ทำผิดกฎว่า “คุณรอหน่อยไม่ได้เหรอ? มันมีป้ายเตือนอยู่ว่าห้ามกินและห้ามดื่ม คุณไม่เข้าใจรึไง? คุณจะต้องโง่แน่ๆ”

 

 

จากนั้นเขาก็เดินไปที่โทรศัพท์ฉุกเฉินของตู้รถไฟพร้อมกับบอกว่าจะโทรหาตำรวจ “ผมจะโทรหาตำรวจ จะเอางั้นมั้ยล่ะ?”

 

แล้วเขาก็โทรไปจริงๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจรับสาย

 

“สวัสดีครับ โปรดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่นี่หน่อยได้มั้ย มีคนทานอาหารที่ตู้รถไฟตู้แรก เขากำลังทานอาหารบนรถไฟ”

ชายที่โทรตำรวจเดินมาถ่ายภาพคู่กรณี ขณะเดียวกันผู้โดยสารคนอื่นๆ กลับมองว่านี่เป็นเรื่องตลก

หลังจากที่คู่กรณีเดินลงจากรถไฟเป็นที่เรียบร้อย ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็พูดกับชายผู้โมโหว่า “ชั้นว่านายอย่าขึ้นรถไฟ BART บ่อยๆ จะดีกว่านะ”

 

 

เขาตอบกลับไปว่า “ผมขึ้น BART บ่อยกว่าพวกคุณอีก แต่ที่ผมทำไปก็เพราะอยากให้ผู้คนทำตามกฎซะบ้างเวลาอยู่บนรถไฟน่ะ”

 

คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกนำไปแชร์ในเว็บไซต์ Reddit ทำให้มีผู้คนสนใจมากมาย

 

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปชมคลิปวิดีโอได้ที่ลิงก์นี้

 

หลายๆ คนก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา

 

บางส่วนก็อยู่ข้างชายที่ทานเบอร์ริตโต้

 

“ทำไมมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างนั้น แค่คุณเห็นคนอื่นทานอาหารบนรถไฟมันถึงกับรบกวนคุณจนกระทั่งโทรแจ้งตำรวจเลยเหรอ!?”

“ทำไมทุกคนถึงขี้ฟ้องจัง เขาได้ทำร้ายคุณมั้ย? ก็ไม่ ฉะนั้นสนใจแต่เรื่องของตัวเองไปเถอะ”

 

บางส่วนก็อยู่ข้างชายที่โทรแจ้งตำรวจ

 

“มันคือกฎเฟร้ย!!”

“การทานอาหารบนรถไฟมันเป็นอะไรที่น่ารังเกียจมาก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้คนมักง่ายทิ้งขยะเรี่ยราดบนรถไฟด้วย”

 

แล้วชาวเหมียวล่ะครับ มีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง คิดว่าชายที่โทรไปแจ้งตำรวจทำถูกแล้วหรือไม่ หรือคิดว่าคนที่ทานเบอร์ริตโต้ไม่ผิด เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเขาแม้จะมีป้ายห้ามก็ตาม

 

ที่มา : reddit, unilad

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...