อย่างที่เราทราบกันดีว่าบนท้องถนนนั้นมีกฎข้อบังคับอยู่มากมาย นั่นก็เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับทุกชีวิต และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย รถจะได้ไม่ติดหรือเกิดอุบัติเหตุ

แต่ในสังคมมนุษย์ที่แต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ ถูกสั่งสอนและหล่อหลอมมาแตกต่างกัน การที่จะให้ทุกคนทำตามกฎอย่างเคร่งครัดเหมือนกันก็ดูจะเป็นสังคมในโลกยูโทเปียที่ไม่มีวันเป็นจริง

 

ดังนั้นในทุกสังคมที่มีกฎ ก็ย่อมจะมีคนแหกกฎและคนหัวหมอมาคู่กันเหมือนฉลามกับเหาฉลามนั่นแหละ และเรื่องราวต่อไปนี้เองก็เช่นกัน…

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นาย David Addison ได้ขับรถมาจอดไว้หน้าโบสถ์ St Ann’s ในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าไปร้องเพลง สวดภาวนา และพิธีทางศาสนา ตามแบบคริสต์ศาสนิกชนที่ดี

 

 

แต่หลังประกอบกิจกรรมทางศาสนาเสร็จแล้ว แวะไปปลดทุกข์ที่แมคโดนัลด์ พอกลับมาที่รถเขาก็เจอเข้ากับ “ใบสั่ง” ให้ไปเสียค่าปรับจำนวน 35 ปอนด์ (1,361 บาท) เพราะนายจอดรถในที่ห้ามจอดนะพ่อหนุ่ม

ปรากฏว่าตรงที่ที่ David ได้จอดรถเอาไว้นั้นมันเป็นที่สำหรับให้รถของผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับโบสถ์และมีใบอนุญาตให้จอดเท่านั้น เช่น รถขนศพ หรือรถส่งตัวเจ้าสาวมาทำพิธีแต่งงาน

 

 

และมันไม่ได้มีไว้ให้รถทั่วๆ ไป ของคนทั่วๆ ไป มาจอด ดังนั้นการที่นาย David มาจอดรถตรงถือก็ถือว่าผิดกฎจราจรเต็มๆ จึงโดนใบสั่งไปตามระเบียบ

แต่ทว่านาย David ไม่คิดเช่นนั้น เขายืนยันเสียงแข็งว่าตนเองไม่สมควรจะต้องจ่ายค่าปรับ เพราะเขาเองก็จอดรถเพื่อเข้าไปทำพิธีในโบสถ์ มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ

 

 

เขาได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสภาเมือง เพราะเชื่อว่าตนเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียค่าปรับจำนวนนั้น แต่ทางการก็ยืนยันว่า บริเวณนั้นมีป้ายระบุการใช้งานเอาไว้ชัดเจนและเพียงพอ และพวกเขาจะไม่อนุโลมให้แน่ๆ

นาย David ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมเลยตอบจดหมายไป เรียกพวกนั้นว่า “พวกคนไร้ศรัทธา” และพวกเขาก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ผมไม่ได้จอดรถเพื่อไปชอปปิงซะหน่อย ก็ที่จอดมันอยู่หน้าโบสถ์ พวกเขานั่นแหละผิดที่มาเขียนใบสั่งให้รถที่จอดไว้หน้าโบสถ์”

 

 

ส่วนทางการนั้นก็ยังคงยืนยันว่าที่ตรงนั้นไม่ได้มีไว้ให้คนทั่วไปจอดรถ ไม่ว่าจะจอดเพื่อเข้าไปสวดภาวนาหรือไปชอปปิงก็ตาม พร้อมบอกว่า

“เราได้ชี้แนะคุณ Addison ให้ใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์ และขณะนี้เราก็ยังรอการติดต่อครั้งถัดไปจากเขาอยู่”

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวม่วง

ที่มา LADbible และ Mirror

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...