บางครั้งความพิการก็ไม่อาจหยุดยั้งความฝันและอุดมการณ์ของคนคนหนึ่งได้ เหมือนกับ Grace Strobel หญิงสาววัย 22 ปี ผู้เกิดมาพร้อมกับอาการ “ดาวน์ซินโดรม”

แม้ว่าเธอจะเป็นผู้บกพร่องทางพันธุกรรม แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาหยุดการทำตามความฝันของเธอได้ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือการเป็น ‘นางแบบ’ เพื่อที่จะเป็นกระบอกเสียงให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อคนพิการ

 

Grace Strobel สาวดาวน์ซินโดรมผู้กลายมาเป็นนางแบบ

 

Grace อาศัยอยู่ที่เขต Wildwood รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา ในวันที่เธอเกิดนั้นแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาได้บอกกับ Linda และ Jeff Strobel พ่อแม่ของ Grace ว่าลูกของพวกเขาจะต้องเจอกับชีวิตที่ท้าทาย

Grace จะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนพิเศษ เธอจะไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ Linda และ Jeff ก็มีใจมุ่งมั่นว่าลูกสาวของพวกเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผู้ให้คำปรึกษาบอกนั้นเป็นเรื่องที่ผิด

 

Linda (ซ้าย) แม่,  Jeff (บน) พ่อ, และ Laine (ขวา) น้องสาวของ Grace

 

Linda ตัดสินใจสอนหนังสือให้กับ Grace ได้เรียนที่บ้าน จนกระทั่งเมื่อ Grace มีอายุ 5 ขวบเธอก็สามารถอ่านออกและจดจำคำศัพท์ได้อย่างหลากหลาย

ผู้เป็นแม่ส่ง Grace เข้าโรงเรียนประถมในตอนที่เธอมีอายุได้ 8 ขวบ เพราะอยากให้เธอพัฒนาทักษะทางสังคมโดยการใช้เวลากับนักเรียนคนอื่นในวัยเดียวกันบ้าง

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม Grace ต้องย้ายโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง เพราะ Linda คิดว่าระดับการศึกษาที่ลูกของเธอได้รับนั้นไม่มากพอ

เธอจำได้ว่าในตอนนั้นมีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ไม่ยอมให้เด็กทำอะไรเลยนอกจากระบายสีลงบนกระดาษทั้งวัน เธอจึงย้าย Grace ไปโรงเรียนใหม่ และยังคงให้ Grace เรียนที่บ้านกับเธอ

 

 

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทัศนคติที่ดีต่อความพิการของ Grace เท่ากับคนในครอบครัว ตอนที่ Grace มีอายุ 20 เธอเคยเป็นอาสาสมัครไปตักอาหารให้กับโรงเรียนอนุบาลท้องถิ่น

จนมีวันหนึ่งที่กลุ่มเด็กนักเรียนล้อเลียน Grace เพราะไม่สามารถเปิดฝาน้ำผลไม้และอาหารที่ถูกห่ออยู่ได้ แม่ Linda เผยว่านั่นทำให้ Grace รู้สึกหัวเสียมาก และร้องไห้ติดต่อกันนานถึง 4 วัน

 

 

แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกสาวต้องเสียใจ แต่ Linda กลับพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส เธอมีแนวคิดว่าเด็กนักเรียนควรมีความรู้เกี่ยวกับโรคดาวน์ซินโดรม

Linda จึงจ้างโค้ชเข้ามาช่วยสอนการพูดให้กับลูกสาว และให้เธอได้มีงานบรรยายขึ้นที่โรงเรียน Rockwood Valley ที่ Grace เคยเข้าเรียน

ในงานบรรยายครั้งนั้นได้มีการอธิบายถึงสาเหตุของการพิการ และเธอใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อเกิดมาพร้อมอาการดังกล่าว

 

 

เด็กนักเรียนชั้นป.6 กว่า 100 คนต่างก็ตั้งใจดูและฟังสิ่งที่ Grace อธิบายออกมา เธอเล่าว่าตอนที่เธอเกิดขึ้นมาเธอถูกบอกว่าเธอจะไม่สามารถผูกเชือกรองเท้าได้ และอีกสารพัดคำที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเธอ

หลังจากนั้น Grace ก็ได้มีโอกาสออกตระเวนเพื่อพูดบรรยายในลักษณะเดียวกันนี้ให้กับโรงเรียนท้องถิ่นอีกหลายต่อหลายแห่ง

 

 

ปัจจุบัน Grace มีอายุ 22 ปีแล้ว และถูกเชิญให้ขึ้นบรรยายในงาน Funding Future ที่จัดขึ้นที่เมืองชิคาโก เพื่อระดมทุนมาสำหรับการวิจัยความคิดของผู้พิการ

จนกระทั่งมีวันหนึ่ง ระหว่างที่เธอกำลังค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อการบรรยายในครั้งต่อไป เธอก็ได้พบเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาวคนหนึ่งที่เป็นดาวน์ซินโดรมแต่ทำงานเป็น ‘นางแบบ’

Grace จึงไปถามแม่ว่าเธอจะสามารถเป็นนางแบบได้ไหม แม่ก็ตอบกลับไปว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ”

ในช่วงหน้าร้อนปี 2018 Linda จึงจ้างช่างภาพมาถ่ายรูป Grace และอัพโหลดลงในโลกออนไลน์

 

 

รูปภาพของ Grace กลายเป็นกระแสไปทั่วอินเตอร์เน็ต จากนั้น Linda ก็ได้รับเบอร์โทรของ Ola Hawatmeh แฟชั่นดีไซเนอร์มืออาชีพมาจากเพื่อนของเธอ เพื่อให้ติดต่อไปถามว่าจะมีโอกาสสำหรับ Grace ไหม

Linda โทรไปหา Ola และบอกว่าลูกของเธอมีความฝันอยากเป็นนางแบบ และดีไซเนอร์คนดังกล่าวก็ตอบกลับมาว่าจะทำให้ความฝันของ Grace เป็นจริง

 

Grace ในงานแฟชั่นวีคที่เมือง Atlantic

 

Ola สอนวิธีการเดินแคทวอล์คและการออกแบบชุดให้กับ Grace ก่อนที่จะให้โอกาสเธอขึ้นเดินแบบในงานแฟชั่นวีคที่เมืองแอตแลนติก รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมา

Grace ได้รับคำชมมากมายจนทำให้ Ola เชิญเธอไปเดินแบบที่งานแฟชั่นวีคที่นิวยอร์กอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้

Jeff ผู้เป็นพ่อกล่าวว่าเขามีความคิดอยากที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้ให้คำปรึกษาคนที่บอกว่าลูกของเขาจะ ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’ เพื่อมาดู Grace เดินแบบที่นิวยอร์กเหลือเกิน

 

 

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าประทับใจสำหรับเด็กสาวคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับความไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวและตัวเธอเองก็ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ลบข้อครหาที่ว่าจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ในที่สุด…

 

ที่มา: Daily Mail, Grace Strobelgrace_strobel, St. Louis Today

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...