บางครั้ง ‘ความซวย’ ก็อาจจะมาเยือนได้โดยที่ไม่รู้ตัว ใครเล่าจะคิดว่าอยู่ดีๆ ก็ต้องกลายมาเป็นขโมย ก่อเหตุลักทรัพย์ เพราะถูกชี้ตัว ‘ผิดคน’!?

นี่คือเรื่องราวของ นายชิตพงษ์ วินทะไชย หนุ่มผู้ตกกลายเป็นหัวขโมย ถูกกล่าวหาว่าบุกเข้าไปในบ้านของคู่กรณี ทำทีว่าจะขอซื้อบ้าน แล้วก็ลักสินทรัพย์ออกมา

ซึ่งนายชิตพงษ์ก็ยืนยันว่าไม่ได้ก่อเหตุดังกล่าว พร้อมทั้งต้องยื่นสินทรัพย์เพื่อประกันตัวกว่า 100,000 บาท และต้องไปหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เลยตัดสินใจออกมาร้องทุกข์

 

บ้านหลังเกิดเหตุ

ภาพจาก AmarinTV

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ นายชิตพงษ์ อ้างว่าตอนนั้นตนทำงานส่งเอกสารที่บริษัทย่านถนนเอกชัย-บางบอน และไม่เคยไปที่บ้านของผู้เสียหาย ที่อยู่ในย่านแสมดำเลยแม้แต่น้อย

โดยหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมี และนำมาใช้ในการดำเนินคดีกับนายชิตพงษ์นั้น เป็นภาพกล้องวงจรปิด ที่บันทึกภาพตอนที่เขาขับรถมอเตอร์ไซค์ไปตามถนน ห่างจากบ้านคู่กรณีราว 100 เมตร เวลาประมาณ 15.07 น.

 

ภาพจาก AmarinTV

 

ทว่านายชิตพงษ์เชื่อว่าไม่ใช่เวลานั้นแน่นอน เลยไปหาภาพจากกล้องวงจรปิดมาเพิ่มเติม สรุปได้ว่า

เวลา 14.58 น. เขาอยู่ที่ธนาคารทหารไทย

เวลา 16.00 น. เขาอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย

ก่อนที่จะขับผ่านบ้านคู่กรณีจริง แต่เป็นเวลา 16.12 น.

ซึ่งไม่ตรงกับเวลาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยภาพวงจรปิดทั้งหมด นายชิตพงษ์ได้มอบให้ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานแล้ว และเขาก็บอกว่าไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหาย แต่รู้ว่ามีอายุราวๆ 70 ปี

 

ภาพจาก AmarinTV

 

นอกจากนี้นายชิตพงษ์ยังเปิดเผยเรื่องราวตอนถูกควบคุมตัวผ่านทางรายการ ทุบโต๊ะข่าว ของช่องอมรินทร์ทีวี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ว่าขณะที่ถูกคุมตัวอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ให้สวมเสื้อผ้าเหมือนในวันเกิดเหตุตามวงจรปิด ก่อนจะถ่ายภาพไปเพื่อให้ผู้เสียหายมาชี้ตัว

และปรากฏว่าผู้เสียหายก็มาชี้ว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี และส่งเรื่องไปยังอัยการเพื่อดำเนินการสั่งฟ้อง

ก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์ในวันไปพบกับอัยการทั้งน้ำตา ว่าต้องเสียเงินประกันตัวกว่า 110,000 บาท โดยหายืมมาบ้าง บางส่วนก็เป็นเงินเก็บของตัวเอง ซึ่งตนมีเงินเดือนแค่ 12,000 บาทเท่านั้น ทำให้ตอนนี้เครียดมาก

เพราะนอกจากเงินที่ต้องใช้จำนวนมาก ก็ยังไม่ทราบว่าหลักฐานที่มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไป จะส่งถึงมืออัยการหรือไม่ และมันจะหักล้างได้รึเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ

 

ภาพจาก AmarinTV

 

นอกจากนี้นายชิตพงษ์ ยังเล่าอีกว่าเคยถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ถ้าตนเป็นคนผิด ทำไมไม่ตรวจลายนิ้วมือ หรือ DNA อะไรก็ได้ แต่ตำรวจบอกว่าไม่ใช่คดีงัดแงะ ก็เลยถามตำรวจกลับว่า “แล้วผมต้องเป็นแพะใช่ไหม?”

ทางด้านเจ้าของบ้านผู้เสียหาย ก็เปิดเผยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นนานแล้ว จนทำให้ลืมไปหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ส่วนตอนที่ไปชี้ตัว เจ้าของบ้านเองก็ยังไม่แน่ใจ เพราะจำหน้าคนร้ายไม่ค่อยได้ พอตำรวจเอาให้ดู คิดว่าหน้าคล้ายๆ ก็เลยชี้ตัวผู้ต้องหาไป

ส่วนทางคดีเจ้าของบ้านก็เปิดเผยว่าไม่ได้หวังจะเอาอะไรแล้ว ทรัพย์สินก็ไม่ได้คืน เพราะยอมความไปแล้ว

 

ที่มา : amarintv

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...