ขณะนี้มีเทรนด์ในทวิตเตอร์ เป็นแฮชแท็ก #ShareAStoryInOneTweet ที่ให้ชาวทวิตเตอร์ได้มาแบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวน่าประทับใจสั้นๆ เพียงโพสต์เดียวเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องราวของเหล่า “บุคลากรแพทย์” ที่หลายคนคิดว่าแพทย์เป็นอาชีพที่น่าอิจฉา ทั้งมีรายได้สูงและได้รับความเคารพจากผู้คนในสังคม แต่รู้หรือไม่ ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา ที่มีทั้งความทุกข์ ความสุข ความเศร้า

ลองมาดูกันว่า เรื่องเล่าจากคุณหมอ ที่น้อยคนจะได้รับรู้ มันจะซึ้ง เศร้า และน่าประทับใจขนาดไหน…

 

ผมเห็นเด็กๆ ต้องตายจากโรคหัดทุกวันในเคนยา

ผมได้เห็นคุณแม่คนหนึ่งกระเตงลูกของเธอมาไกลเกือบ 50 กม. เพื่อรับวัคซีนยา ส่วนในประเทศโลกที่หนึ่ง พ่อแม่ที่ไม่พาลูกมาฉีดวัคซีนนี่โคตรเห็นแก่ตัวเลย

 

ครั้งหนึ่ง ผมทำคลอดหนูน้อยน้ำหนัก 450 กรัมคนหนึ่งออกมา หลายคนบอกว่าเธอไม่น่ารอด เพราะเธอตัวเล็กเกินไป และเธอก็มักจะหยุดหายใจอยู่เสมอ

ผมจึงใช้เวลาอยู่กับเธอ 2 คืนเต็มๆ นวดลงไปบริเวณหน้าอกเพื่อให้ปอดเธอได้หายใจ ผู้แนะนำบอกว่าสิ่งที่ผมทำมันเปล่าประโยชน์ แต่ปัจจุบันนี้เธอเป็นสาวน้อยวัย 6 ขวบที่กำลังจะออกแสดงบัลเลต์เป็นครั้งแรก

 

ในช่วงแรกๆ ที่โรคเอดส์ระบาดหนัก นางพยาบาลมักเลี่ยงที่จะเข้าไปหาผู้ป่วย

ผมในฐานะหมอฝึกงาน ขณะนั้นผมไม่ได้อยู่ในชั่วโมงทำงานด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังเข้าไปหาพวกเขา ผมใช้เพจเจอร์และโทรศัพท์โทรหาพ่อแม่พี่น้องของผู้ป่วย จากนั้นก็นั่งจับมือพวกเขาเอาไว้ และติดต่อให้พวกเขาได้คุยกับลูกๆ พวกเขาจะต้องไม่ตายอย่างโดดเดี่ยว

 

คุณถูกรถชนต่อหน้าฉัน ขณะที่คุณกำลังพาหมาไปเดินเล่น

ฉันวิ่งเข้าไปหาและปฐมพยาบาลโดยไม่รู้เลยว่าคุณจะยังรอดไหม ฉันรู้สึกเศร้า ใจหาย เตรียมใจจะลาออกจากการเป็นหมอแล้ว แต่อีก 6 เดือนต่อมา คุณก็โทรหาฉันในวันคริสต์มาสอีฟ บอกว่าฉันได้ช่วยชีวิตคุณเอาไว้ และตอนนี้คุณได้ช่วยฉันไว้แล้วเช่นกัน

 

พี่ชายคนโตของฉันเป็นแพทย์อาสา ไปฉีดวัคซีนให้กับเด็กๆ ในมาลาวี

แต่วันหนึ่งก็มีหญิงท้องแก่เดินเข้ามาในคลินิก และพี่ฉันก็ทำคลอดให้กับเธอ และเธอก็ตั้งชื่อลูกของเธอทันทีด้วยชื่อของหมอที่ทำคลอด หลังจากนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันคิดถึงพี่ชายของฉันมากๆ ฉันก็จะยิ้มออกมาเสมอที่ได้รู้ว่า มีคนชื่อ Lughaidh อยู่บนโลกนี้อีกคนแล้วนะ

 

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีคนบอกพวกเราว่า Ben จะเดิน พูด และไปโรงเรียนไม่ได้อีก

แต่จากนั้นไม่นาน ก็เหมือนว่าที่คนพูดมามันก็ถูกนะ เขาไม่ได้เดินด้วยขาตัวเองแต่เขามีเครื่องช่วยเดิน เขาใช้เครื่องสนทนาไฟฟ้าที่บังคับด้วยตา แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ได้ไปโรงเรียนแล้ว เพราะเขากำลังจะจบมหาวิทยาลัย…

 

จู่ๆ คุณก็ล้มลงไปขณะอยู่ในโกดังเก็บเครื่องมือ และคุณก็หยุดหายใจแล้วตอนที่ฉันและรถพยาบาลมาถึง

แต่ฉันก็ช่วยให้คุณฟื้นสติขึ้นมา คุณถามว่าฉันเป็นใครด้วยนะ จากนั้นฉันมักจะแวะไปที่โกดังที่พบคุณเสมอ ยามที่ฉันท้อ เพื่อย้ำเตือนว่าฉันเคยช่วยชีวิตคนมาแล้ว ฉันทำมันได้ ตอนนี้กลายเป็นว่าคุณนั่นแหละที่ช่วยชีวิตฉัน

 

ในฐานะนักศึกษาแพทย์ ฉันเป็นคนเดียวที่ทำคลอดคนพูดสเปน

ฉันต้องแปลให้คู่รักหนุ่มสาวฟังว่า ลูกน้อยของพวกเขาเสียชีวิตขณะคลอด วันนั้นมันทำให้ฉันอยากลาออกจากการเป็นแพทย์ แต่อีก 2 ปีต่อมา คู่รักคู่นี้ก็กลับมาพร้อมกับตั้งครรภ์อีกครั้งเหมือนเขาไว้ใจในตัวฉัน

 

ครั้งแรกในการรักษาของผม คนไข้ตาย…

ผมเสียศูนย์มากๆ ทุกคนต่างให้กำลังใจ บอกให้ผมเข้มแข็งเข้าไว้ ผมก็ทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ผมหมดความเป็นตัวเองไปเลย แต่วันนี้ผมอยากสอนทุกคนเลยว่าการรักษาผู้อื่นไม่จำเป็นต้องสละความเป็นมนุษย์ แต่เราแค่ต้องรับมันให้ได้

 

ผมเคยกลับบ้านพร้อมมีดโกนเพื่อตั้งใจจะฆ่าตัวตาย

แต่หญิงคนหนึ่งก็มาถามหาร้านอาหารแห่งหนึ่ง ผมจึงพาเธอไปส่งถึงร้านเพราะเป็นทางผ่านกลับบ้านผมพอดี แต่เธอยืนกรานที่จะให้ผมเข้าไปทานอาหารกับเธอให้ได้ เราคุยกันเป็นชั่วโมง แล้วเธอก็ให้กำลังใจผมว่าอย่ายอมแพ้ ตั้งแต่นั้นมา เธอก็คือผู้ที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้

 

คุณเป็นกังวลมาก เนื่องจากอาการปวดท้อง ส่วนสามีคุณก็กลัวว่ามันจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงสุดๆ

เพราะคุณเคยแท้งลูกมาแล้ว 7 ครั้ง หลังจากการตรวจทุกคนในห้องฉุกเฉินก็ได้ยินเสียงคุณและสามีกรี๊ดและร้องไห้ออกมาด้วยความปีติ เพราะคุณตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์แล้ว แถมเป็นลูกแฝดเสียด้วย พวกเราเองก็ร้องไห้เช่นกัน

 

คุณคือผู้พิทักษ์ เพราะคุณได้เห็นฉันร้องไห้โฮขณะเดินกลับไปยังรถ

วันนั้นคือวันแรกที่ฉันอยู่เวร ฉันต้องทำงานติดกัน 32 ชั่วโมง และคุณก็เข้ามาหาฉันแล้วถามฉันว่าโอเคไหม จากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกเหงาเมื่ออยู่ในโรงพยาบาลอีกเลย ปัจจุบันเราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

 

ฉันเติบโตมาในประเทศโลกที่หนึ่งที่แสนจะเพรียบพร้อม

เมื่อฉันโตขึ้น ฉันได้พบเด็กหญิงวัย 14 ปีในแอฟริกา เธอตั้งครรภ์เนื่องจากถูกแก๊งคนโฉดข่มขืน ครรภ์ของเธอมีปัญหาและเธอก็เสียชีวิตแล้วตอนที่ฉันมาพบ ที่น่าเศร้าคือไม่มีใครมารับศพเธอไปแม้แต่คนเดียว ทุกวันนี้ฉันยังคิดถึงเธออยู่ทุกวัน

 

มะเร็งปอดของคุณกำเริบขึ้นอีกที่สมองไม่กี่เดือนหลังผ่าตัด

คุณมีอาการเจ็บป่วยมากเกินกว่าจะรักษา แต่สามีของคุณก็ขอให้ผมได้ลองรักษาดู การฉายรังสีบรรเทา ทำให้อาการของคุณดีขึ้น จากนั้นเราก็ให้ยาช่วยเร่งการฟื้นตัว และคุณก็มีชีวิตต่อมาได้ 5 ปีแล้ว คนที่ช่วยชีวิตคุณ ก็คือสามีคุณนั่นแหละ

 

ตอนนี่ฉันได้พบกับ B เขาตายไป 20 นาทีแล้ว

ฉันทำอย่างไรไม่รู้ แต่มันกลับกระตุ้นให้เขากลับมาหายใจได้ เขาคนนั้นโทรหาฉันทุกปีในวันครบรอบ ตอนนี้ก็ผ่านมาได้ 10 ปีแล้ว

 

เรื่องเล่าจากคุณหมอที่น้อยคนจะได้รับรู้ สิ่งที่พวกเขาต้องเจอในทุกๆ วันก็คือ ชีวิตของคนนี่เอง

ที่มา: Twitter via Boredpanda

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...