ใครๆ ต่างก็รู้ว่ากันดีว่า วัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตจึงต้องได้รับสารอาหารในแต่ละมื้ออย่างครบถ้วน แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเราก็อาจเคยเห็นข่าวว่าโรงเรียนนำอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารมาให้นักเรียนกินอยู่บ่อยๆ

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีเช่นเดียวกัน เมื่อมีคุณแม่ออกมาร้องว่าอาหารที่ทางโรงเรียนจัดหาให้กับลูกของเธอมันเป็นอาหารชั้นเลวซะยิ่งกว่า ‘เอาให้หมา’ อีก!!

 

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ปกครองของเด็กโรงเรียน St Pius Primary เมืองดันดี ประเทศสกอตแลนด์ ได้ออกมาบอกว่าอาหารเย็นที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ให้มันแย่จนเทียบได้กับอาหารของคนในคุก

แถมยังบอกด้วยว่าอาหารอย่างนี้จะเอาให้หมา เธอยังไม่กล้าจะเอาให้เลย…

มื้อดังกล่าวประกอบไปด้วยไส้กรอกชิ้นน้อยๆ 2 อัน มันฝรั่งอีกหัวครึ่ง น้ำเกรวี่มาสตาร์ดแหยะๆ กับอะไรไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง (สันนิษฐานว่าเป็นเค้ก) และนมอีกหนึ่งแก้วเท่านั้น

 

 

ในเรื่องนี้ทางสภาท้องถิ่นได้ออกมากล่าวถึง โดยพวกเขาบอกว่าเรื่องนี้จะมีการพูดคุยกับทางผู้รับเหมาสัมปทานอาหารของทางโรงเรียนแน่ๆ

โดยโพสต์ในเฟซบุ๊กของทางพ่อแม่เด็กนักเรียนคนนี้ได้ใส่แคปชั่นเอาไว้ว่า

“นี่ไม่ใชเรื่องขำๆ นะ นี่มันเป็นอะไรที่ห่วยแตกมากๆ ที่โรงเรียน St Pius Primary School เอาอาหารอย่างนี้มาให้เด็กๆ กิน” 

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกสาวฉันถึงขอเงินไปทุกๆ วันเพื่อไปซื้ออาหารในร้านค้ากับเพื่อนๆ ของเธอ” 

โพสต์ดังกล่าวของคุณแม่คนนี้ได้กลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียสกอตแลนด์ ซึ่งก็มีผู้ถาโถมคอมเมนต์เข้ามาอย่างมากมาย

 

สภาท้องถิ่นบอกส่งเรื่องให้แล้วเรียบร้อย

 

พร้อมกันนี้คุณแม่ได้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้กับทางโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ได้ทราบว่าบริษัทผู้ดูแลในเรื่องอาหารก็คือบริษัทชื่อว่า Tayside Contracts ซึ่งจะมีการเจรจากันต่อไป

ทางด้านโฆษกของบริษัท Tayside ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“เมนูและสูตรอาหารของพวกเรามีทีมพัฒนาโดยเฉพาะ และนอกจากนี้ยังผ่านการปรึกษากับแผนกที่มีส่วนร่วมอื่นๆ แล้ว”

“เด็กๆ จะเป็นคนเลือกเองว่าในแต่ละมื้อพวกเขาจะกินอะไรบ้าง อย่างไส้หรอกหรือเนื้อเบอร์เกอร์พวกเราก็ผลิตให้มีการลดไขมันและเกลือเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ และตามความต้องการของรัฐบาลสกอตแลนด์” 

“ทางบริษัทของเรามั่นใจว่าผลิตแต่คุณภาพสูงส่งมอบให้ทางโรงเรียนแน่ๆ แต่เมื่อมีกรณีเช่นนี้นี้เกิดขึ้นทางเราก็จะดำเนินการสอบสวนและแก้ไขปัญหาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป” 

ถึงตอนนี้ก็ต้องรอกระบวนการสอบสวนว่าเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่…

 

ที่มา: ladbible, mirror

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...