ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในช่วงปี 1950 จนนำมาสู่การแบ่งประเทศออกเป็น 2 ฝ่าย และหลังจากการทำสนธิสัญญาหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมปี 1953 ก็ได้มีการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดน พร้อมกับเขตปลอดทหารหรือ Demilitarized Zone (DMZ)

เขตปลอดทหารนั้นถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว และหนึ่งใน Demilitarized Zone ที่น่าสนใจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อนั่นก็คือ Joint Security Area (JSA) ในหมู่บ้านปันมุนจอมนั่นเอง

 

 

Eric Lafforgue ช่างภาพที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่สถานที่แห่งนี้ถึงสามครั้ง ได้บันทึกภาพความสวยงามพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆ ของ Joint Security Area (JSA) ทั้งจากฝั่งเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ และนี่คือผลงานการถ่ายภาพของเขาที่เรานำมาฝากกันในวันนี้

 

ภาพประตูทางเข้าของเขตปลอดทหารนี้จากประเทศเกาหลีเหนือ ที่ตั้งอยู่ในเมืองแคซ็อง ที่เชื่อมต่อกับทางหลวงของประเทศเกาหลีใต้ ประตูซีเมนต์ขนาดใหญ่นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันผู้รุกราน

 

ส่วนนี่คือทางหลวงในประเทศเกาหลีใต้

 

สำหรับการเดินทางเข้าไปใน JSA ของทั้งสองประเทศนั้นจะมีทหารคอยนั่งไปกับนักท่องเที่ยวด้วยตลอด แต่สำหรับในเกาหลีเหนือคุณสามารถถ่ายภาพได้เฉพาะเมื่อได้รับการอนุญาตจากทหารเท่านั้น

 

และนี่คือกฎข้อห้ามต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับก่อนออกเดินทางไปยัง JSA นอกจากนี้ยังมีการระบุถึงเครื่องแต่งกายที่ห้ามสวมใส่เข้ามาในพื้นที่นี้อย่างเสื้อยืดคอกลมไม่มีปก กระโปงสั้น และเสื้อผ้าสีฉูดฉาดอีกด้วย

 

ภาพของทหารฝ่ายเกาหลีเหนือ

.

.

 

ก่อนที่จะพาไปเยี่ยมชมในพื้นที่ DMZ จะมีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเขตปลอดทหารแห่งนี้ แต่การนำเสนอและประวัติศาสตร์เกี่ยวกับที่นี่ของทั้งสองประเทศนั้นก็จะแตกต่างกัน

โดยในฝ่ายของเกาหลีใต้นั้นจะเป็นการนำเสนอข้อมูลโดยทหารอเมริกันผ่านโปรเจคเตอร์ และพูดถึงการโจมตีของเกาหลีเหนือ

 

 

ส่วนในฝั่งของเกาหลีเนือนั้นจะเป็นการนำเสนอแบบธรรมดา พวกเขาจะอธิบายเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ และการรุกรานของทหารอเมริกัน

 

แผนภาพจำลองของเขตปลอดทหารแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนของ 2 ประเทศ และนี่คือแบบจำลองจากฝั่งเกาหลีเหนือที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุค 70’s

 

ส่วนนี่คือแบบจำลองของ JAS จากฝั่งเกาหลีใต้

 

ทหารที่นำเที่ยวในเกาหลีเหนือนั้นจะไม่พูดภาษาอังกฤษและคุณสามารถถ่ายภาพได้อย่างอิสระ ไม่เหมือนกับในเกาหลีใต้ที่มีการควบคุมที่เข้มงวด และบางครั้งคุณอาจจะต้องทิ้งกล้องไว้ในรถบัส

 

ป้ายประกาศในฝั่งของเกาหลีเนือ พร้อมกับข้อความว่า “เกาหลีคือที่หนึ่ง” เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเป็นหนึ่ง

.

.

 

แต่ในเกาหลีใต้นั้นไม่ได้มีป้ายประกาศแบบเดียวกันนั้น แต่มีเพียงแค่ป้ายเตือนว่ามีกล้อง CCTV ที่กำลังตรวจดูความปลอดภัยอยู่

 

ทหารของทั้งสองฝ่ายทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ประจำการอยู่ใน JAS

.

 

ภาพของทหารฝ่ายเกาหลีใต้ที่ถูกถ่ายจากฝั่งเกาหลีเหนือ ไกด์ชาวเกาหลีเหนือบอกกับ Eric Lafforgue ว่าทหารของฝ่าเกาหลีใต้พยายามจะยืนหลบมุมเนื่องจากไม่อยากตกเป็นเป้า และพวกเขากลัวทหารของฝ่ายเกาหลีเหนือ

.

 

การสวมหมวกกันน็อคของทหารเกาหลีเหนือนั้นแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมของพวกเขา และเป็นหลักจิตวิทยากับทหารของฝ่ายตรงข้าม

 

แต่ทางฝ่ายทหารเกาหลีใต้เองก็เช่นกัน และนอกจากนี้ที่หมวกของพวกเขายังมีสัญลักษณ์ขององค์กรสหประชาชาติอีกด้วย

.

.

.

 

กลุ่มนักท่องเที่ยวจากเหาหลีเหนือที่เข้ามเที่ยวชมในอาคารสีฟ้า ซึ่งเป็นการก่อสร้างขององค์กรสหประชาชาติ

 

แต่อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวจากทั้ง 2 ชาตินั้นไม่ไดรับอนุญาตให้เข้าชมในอาคารดังกล่าวพร้อมกัน และนอกจากนี้ในอาคารสีฟ้านี้ยังไม่มีทหารของทั้ง 2 ชาติอยู่พร้อมกันอีกด้วย

 

ทหารเกาหลีใต้ในอาคารสีฟ้าขององค์กรสหประชาชาติ พวกเขามักจะสวมแว่นตาดำเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับทหารฝ่ายตรงข้าม โดยทหารที่ทำการักษาความปลอดภัยนี้จะมาจากอาสาสมัครและพวกจะต้องเข้าปฏิบัติการเป็นเวลา 22 เดือน

.

 

ภาพของการท่องเที่ยวใน JAS จากฝั่งเกาหลีใต้

 

แต่ถ้าหากคุณมากับทัวร์จากฝั่งเกาหลีเหนือ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเข้ามาในอาคารสีฟ้านี้ จะมีทหารเกาหลีเหนือ 2 นายคอยยืนคุ้มกันประตู เพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันนักท่องเที่ยวหลบหนี

.

 

ทหารเกาหลีเหนือได้บอกกับคุณ Eric Lafforgue ว่าพวกเขายินดีต้อนรับทหารเกาหลีใต้ แต่เหมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาเข้าไปฝั่งเกาหลีใต้พวกเขาจะถูกยิง!!

 

มีทหารเกาหลีเหนือบางคนที่หลบหนีไปยังเกาหลีใต้จากเขตปลอดทหารแห่งนี้ และครั้งล่าสุดนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปี 2016 นี้เอง

 

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเหนือนั้นการถ่ายภาพกับไกด์ที่เป็นทหารนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้

.

 

ที่เกาหลีใต้คุณสามารถโพสต์ท่าถ่ายภาพกับรูปหน้าเขตปลอดทหารแห่งนี้ได้ และนอกจากนี้คุณยังสามารถสวมยุนิฟอร์มของทหารเกาหลีใต้ได้อีกด้วย

 

แต่สำหรับที่เกาหลีเหนือนั้น คุณอาจจะไม่ได้บันทึกภาพแห่งความทรงจำมากเท่าไหร่ นอกจากการถ่ายภาพคู่กับรูปปั้นของท่านผู้นำ

 

จุดชมวิวของนักท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือ ที่นักท่องเที่ยสามารถมองเห็น “The Wall” ได้

 

ทางเกาหลีเหนือได้บอกว่ากำแพงแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามแนวเขตปลอดทหารระหว่างปี 1977 ถึงปี 1979 โดยเกาหลีใต้และสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามทางเกาหลีใต้เองก็ได้ปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

 

แต่อย่างไรก็ตามกำแพงที่ว่านั้นกลับมีให้เห็นเพียงแค่ภาพวาดเท่านั้น ไม่ได้มีภาพถ่ายให้ได้ชมแต่อย่างใด

 

ภาพของสะพานที่ใช้ส่งตัวนักโทษสงครามกลับไปยังเกาหลีเหนือ

 

ร้านค้าที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับเขตปลอดทหารแห่งนี้

 

และนี่คือของที่ระรึกจากร้านในฝั่งเกาหลีใต้

.

.

 

พื้นที่ใกล้ๆ กับรั้วแบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยในฝั่งเกาหลีเหนือนั้นจะมีการห้ามไม่ให้เข้าใกล้รั้วดังกล่าว

 

แต่ในฝั่งของเกาหลีใต้นั้นกลับตรงกันข้าม ผู้คนสามารถนำธงหรือผ้าสีต่างๆ ไปผูกไว้ที่รั้วได้

 

และนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง

ที่มา nextshark

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...