ปัญหานี้ในมุมมองคนที่ชอบของหวานแล้ว เรียกว่าเป็นปัญหาระดับชาติเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อทางการประเทศนอร์เวย์ได้ทำการขึ้นภาษีถึง 83% ทำให้ชาวเมืองจำนวนมากจะต้องข้ามแผ่นดินไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อซื้อนมหวานเพราะมีราคาที่ถูกกว่า

ส่วนประเทศที่ว่านั่นก็คือประเทศสวีเดนนั่นเอง ซึ่งที่ประเทศดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการเก็บภาษีน้ำตาลแต่อย่างใด ฉะนั้นการซื้อขนมในสวีเดนจึงมีราคาไม่แพงมากเมื่อเทียบกับในนอร์เวย์ที่น้ำตาลและช็อกโกแลตมีราคากิโลกรัมละ 145 บาท

 

 

ด้านเหตุผลที่ทำให้นอร์เวย์จะต้องตัดสินใจขึ้นภาษีน้ำตาลนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะว่าประเทศนอร์เวย์มีการเก็บภาษีน้ำตาลมาแล้วกว่า 96 ปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 1922 ด้วยเหตุผลของการที่รัฐต้องการให้ผู้คนสุขภาพดีโดยเฉพาะเด็กๆ อาจจะอ้วนเกินไปถ้าบริโภคน้ำตาลเป็นจำนวนมาก

แต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่จะมีการขึ้นภาษี จำนวนเด็กอ้วนในประเทศก็ยังคงมีอัตราที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ อยู่ดี เพราะเทียบกันแล้วนอร์เวย์จะมีเด็กอ้วนในอัตรา 1 ต่อ 6 คน กลับกันแล้วสหรัฐอเมริกานั้นมีอัตราอยู่ที่ 1 ต่อ 3 คน

 

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากผลเรื่องสุขภาพแล้ว กลุ่มคนที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมของหวานก็ออกมาบอกว่า ถ้าเกิดมีการขึ้นภาษีหนักหน่วงขนาดนี้มันอาจจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดน้ำตาลและของหวานลดลง คนจะหันไปซื้อของหวานหนีภาษีจากประเทศเพื่อนบ้านเยอะขึ้น

ซึ่งทางการจะว่าอย่างไรนั้นก็คงต้องรอดูผลกันต่อไป เพราะว่าเดิมทีทางนอร์เวย์ได้วางโร้ดแมพไว้ว่าจะลดจำนวนปริมาณการบริโภคน้ำตาลให้ประชาชนให้น้อยลงเหลือ 12.5% ภายในปี 2021 ส่วนจะได้ผลจริงหรือไม่ก็คงได้แต่ติดตามกันต่อไปนั่นเอง…

 

 

ที่มา washingtontimes

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...