นับตั้งแต่ที่ปัญหาโลกร้อนรุนแรงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกเริ่มหายไป ประเทศชั้นนำมากมายทั่วโลกก็เริ่มตระหนักได้ว่าการผลิตพลังงานในปัจจุบันนั้นสร้างผลเสียให้กับโลกของเรามากขนาดไหนไม่ว่าจะด้วยน้ำมันหรือถ่านหินก็ตาม

นั่นจึงส่งผลให้ชาติมากมายหันมาเดินหน้าและใส่ใจในพลังงานธรรมชาติกันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากลม น้ำหรือแม้แต่แสงแดดก็ตาม แน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้ทำมันเฉยๆ เพราะมันยังคงขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันเช่นเคย

ในปี 2017 ที่ผ่านมา จีนถือเป็นประเทศที่นำหน้าในเกมการแข่งขันเรื่องพลังงานสะอาดไปอย่างขาดลอย ซึ่งทาง UN ก็ออกมาบอกว่า เมื่อนับแค่พลังงานสะอาดเท่านั้นมารวมกัน ทั้งโลกนั้นสามารถผลิตพลังงานเพิ่มได้ถึง 157 กิกะวัตต์ในปีเดียว

 

 

ซึ่งพลังงานสะอาดที่ฮิตมากๆ ในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้นพลังงานแสดงอาทิตย์ เพราะจากตัวเลขข้างต้นนั้น 100 กิกะวัตต์ มาจากพลังงานแสดงอาทิตย์ ส่วนอีก 50 มาจากพลังงานลม

ซึ่งเจ้าพลังงานที่ว่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นผู้นำเลยก็ว่าได้ เพราะว่าในปี 2017 มีการลงทุนเกี่ยวกับพลังงานสะอาดจากทุกชาติในโลกรวมกันได้ 279.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 8,750 ล้านบาท

แต่จีนได้ลงทุนแผงพลังงานแสงอาทิตย์ไปมากถึง 126.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 3,940 ล้านบาท ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งจากเงินลงทุนในพลังงานทั้งหมดจากทุกประเทศทั่วโลก และแน่นอนว่า 86.5 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุนทั้งหมดนั้นเป็นเงินที่ลงทุนกับแผงโซลาร์เซลล์นั่นเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจีนจะเป็นผู้นำ อเมริกาจะเป็นตาม หรืออินเดียที่ตั้งเป้าจะเป็นผู้ชนะให้ได้ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่ดีต่อโลกแทบทั้งสิ้น เพราะนี่คือการแข่งขันผลิตพลังงานสะอาดที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ฉะนั้นเราก็หวังว่าการแข่งขันดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและมีการลงทุนที่มากขึ้น

 

 

ไม่แน่ว่ามันอาจจะทำให้อุณหภูมิที่เกิดจากภาวะโลกร้อนนั้นลดลงคง 2 องศาก็ได้ใครจะรู้ ซึ่งหลายฝ่ายก็คาดไว้ว่าพลังงานสะอาดจะเข้ามาแทนที่พลังงานเก่ากว่า 70% ในปี 2050 ส่วนจะจริงไหม ก็คงต้องรอดูกันต่อไป…

 

ที่มา unep, earther

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...