เซาท์ซูดาน หรือชื่อเต็มสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในทางตะวันออกของ แอฟริกา และมีเมืองหลวงชื่อว่า จูบา พวกเขาเป็นประเทศใหม่ล่าสุดของโลกในปี 2011 หลังจากที่แยกตัวออกมาจากซูดาน แต่ประเทศที่เพิ่งสร้างใหม่นี้ กลับเข้าสู่สงครามในเวลาเพียงสองปีหลังจากการก่อตั้งเท่านั้น

 

 

ในปี 2013 ประธานาธิบดี Salva Kiir จากกลุ่มชาติพันธุ์ Dinka ได้ไล่สมาชิกของสภาสามัญ Riek Machar จากกลุ่มชาติพันธุ์ Nuer และทำให้ Machar ผันตัวไปเป็นหัวหน้ากบฏ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมือง

ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายหลักที่ชนเผ่า Dinka และชนเผ่า Nuer โดยที่ทางสหประชาชาตินั้นได้ออกมาเตือนประเทศซูดานใต้หลายครั้งว่า สงครามครั้งนี้อาจะบานปลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปก็ได้

 

 

Kiir และ Machar ได้มีการทำข้อตกลงสันติภาพกันหลายครั้ง  แต่ทั้งสองฝั่งกลับล้มเหลวในการควบคุมกองกำลังของพวกเขา ทำให้ข้อตกลงเหล่านั้นถูกละเมิดไปนับครั้งไม่ถ้วน โดยที่ครั้งล่าสุดข้อตกลงสันติภาพสุดได้มีการลงนามเดือน สิงหาคม ปี 2015

การสู้รบระหว่างผู้ก่อการกบฏ และกองกำลังของรัฐบาลนั้น ได้สังหารคนไปประมาณ 50,000 คนท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่กระทำโดยทั้งสองฝ่าย เช่นการข่มขืน การทรมาน และการใช้ทหารเด็ก

 

เด็กกำพร้า ที่เหลืออยู่ตัวคนเดียวในเซาท์ซูดาน

 

ทางสหประชาชาติกล่าวว่า เด็กในเซาท์ซูดานต้องถูกบังคับให้ดูแม่ของพวกเขาถูกข่มขืน และสังหารทิ้ง พลเรือนถูกทรมาน ถูกแยกเป็นชิ้นๆ และหมู่บ้านถูกทำลายอยู่ทุกวัน ราวกับเป็นงานอุตสาหกรรมของประเทศ

เจ้าหน้าที่อาวุโสกว่า 40 คนถูกระบุว่าอาจต้องรับผิดชอบต่อความทารุณเหล่านี้ ห้าคนในนั้นเป็นนายพัน และสามคนในนั้นคือผู้ว่าราชการจังหวัด

 

Eva เด็กสาวอายุ 16 ปี เธอเป็นหนึ่งในเด็กกว่า 1 ล้านคนที่หนีจากเซาท์ซูดานมาตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมืองในปี 2013

 

“ฉันออกจากเซาท์ซูดานกับน้องสาว แม่ และพี่ชาย เราเริ่มออกเดินทางมาด้วยกัน แต่พวกเขาก็เอาตัวแม่ของฉันไป พวกเราเริ่มเดินทางอีกครั้ง แต่แล้วพวกเขาก็ยิงพี่ชายตาย” Eva เล่าเรื่องที่เธอต้องพบก่อนที่เธอจะไปพบกับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง

“เราเริ่มต้นการเดินทางของเราพร้อมกับพวกเขาตอนเจ็ดโมงเช้า แต่ตอนสองทุ่มฉันก็ถูกข่มขืน และพวกเขาก็เอาน้องสาวของฉันไป”

พยานหลักฐานที่รวบรวมมาจากผู้รอดชีวิตนั้นราวกับรับฟังความหายนะไม่มีผิด ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่าลูกชายอายุ 12 ปี ของเธอถูกบังคับให้มีเซ็กส์กับย่าเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ และผู้หญิงคนเดียวกันนี้เองถูกบังคับให้ดูสามีของเธอโดนตอน ส่วนชายอีกคนหนึ่งเห็นเพื่อน “ผู้ชาย” ของเขาโดนรุมข่มขืนและทิ้งไว้ให้ตายในพุ่มไม้

 

หนึ่งในหน่วยทหาร ที่ประจำการใน ประเทศเซาท์ซูดาน

 

“ความรุนแรงทางเพศต่อผู้ชายในเซาท์ซูดานนั้นหนักหนากว่าในเอกสารมาก” Yasmin Sook หัวหน้าคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนในเซาท์ซูดานกล่าว “สิ่งที่เราเห็นจนถึงตอนนี้น่าจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น”

ผู้ลี้ภัยจากประเทศนี้ส่วนใหญ่จะหนีข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ยูกันดา แต่การเดินทางไม่ง่ายได้ง่ายเลย พวกเขาต้องซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ โดยที่แทบไม่มีอาหารและน้ำเลยเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน เพราะการซุ่มโจมตีและการลักพาตัวเกิดขึ้นทุกวัน พลเรือนที่ทำการหลบหนีมักถูกปล้น หรือถูกทำร้าย ในขณะที่หลายๆ คนถูกข่มขืนและสังหารทิ้ง

 

เหล่าผู้คนที่สามารถหลบหนีจากเซาท์ซูดานได้สำเร็จ

 

ปัญหาคือรัฐบาลเซาท์ซูดาน ไม่น่าจะมีการตั้งศาลตัดสินโทษผู้กระทำผิดเพราะ ส่วนใหญ่พันธมิตรทางทหารของพวกเขาเองนั่นล่ะที่ถือเป็นคนร้ายหลักๆ

อย่างไรก็ตามโฆษกของรัฐบาลซูดานใต้ได้ออกมากล่าวว่าจำเป็นต้อง “ตรวจสอบความเป็นจริง” ของรายงาน ที่มาจากทางสหประชาชาติเนื่องจาก “รายงานต่างๆส่วนใหญ่ถูกตัดทอน และดัดแปลงไปจากความเป็นจริง”

 

ที่มา bbcibtimes

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...