‘เนยแข็ง’ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘ชีส’ เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำนมวัวหรือนมแพะ มาผ่านกระบวนการ ทำให้โปรตีนในนมจับตัวเป็นก้อน ก่อนนำไปบ่ม

 

 

มีเรื่องเล่าว่าชีสเกิดขึ้นโดยความบังเอิญ เมื่อชายอาหรับคนหนึ่งได้นำน้ำนมใส่ไว้ในกระเพาะแพะบรรทุกไว้บนหลังอูฐเพื่อเป็นเสบียง ระหว่างเดินอยู่ในทะเลทราย

ขณะที่เดินทางนั้น กระเพาะอาหารของแพะได้รับความร้อนจากอากาศในทะเลทรายและบวกกับการถูกเขย่าตลอดระยะทาง เอนไซม์เรนนิน (Rennin) ในกระเพาะสัตว์ไปแยกน้ำและไขมันในนมออกจากกัน จนเกิดเป็นก้อนน้ำนม ที่ชายคนนี้นำมารับประทานเป็นอาหารแทน

 

 

เพื่อนๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่าชีสที่เราเห็นทุกวันนี้มีกี่ประเภท มีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน

ชีส มีมากกว่า 3,000 ชนิดทั่วโลก แบ่งออกเป็นชีสแข็ง ชีสกึ่งแข็ง ชีสกึ่งนุ่ม ชีสนุ่ม และชีสอื่นๆ แต่ชีสที่เรานำมาฝากเพื่อนๆ ในวันนี้เป็นชีสที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย..

 

ชีสเนื้อแข็ง (Hard Cheese)

พาร์มีซานชีส (parmesan cheese)

เป็นชีสที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง เนื่องจากการบ่มเป็นเวลานาน รสชาติเค็มมัน นิยมนำมาทำพาสต้า สปาเก็ตตี้หรือนำมาใส่ในซีซาร์สลัด

 

ชีสกึ่งแข็ง (Semi-Hard Cheese)

เชดดาชีส (Cheddar Cheese)

ชีสที่มีสีออกเหลือง มีรสเค็มนิดๆ นิยมนำมาใส่ในแซนวิชหรือเบอร์เกอร์

 

เกาดาชีส (Gouda)

ชีสที่มีสีเหลืองเข้ม อาจจะเคลือบด้วยไขพาราฟิน หรือขี้ผึ้งสีแดง รสชาติเข้มข้นมาก นิยมนำมาทานคู่กับไวน์ หรือนำไปทำซอส ซุป และสลัด

 

สวิสชีส (Swiss Cheese)

ชีสที่มีรูปร่างหน้าตาที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี มีรูโพรงอากาศรอบๆ ใช้ทำชีสดิปหรือฟองดู

 

ชีสนุ่ม (Soft Cheese)

มอสซาเรลลาชีส (Mozzarella Cheese) เรียกได้ว่าเป็นชีสสด (fresh cheese) ไม่ผ่านการบ่ม กลิ่นไม่อ่อน นิยมนำมาโรยบนหน้าพิซซ่า

 

มาสคาโปนชีส (Mascarpone cheese)

เป็นชีสเนื้อเบานุ่ม คล้ายกับครีม มีไขมันสูง นิยมนำมาทำเป็นของหวานหลากหลายชนิด เช่น ทีรามิสุ และไทรเฟิลเค้ก เป็นต้น

 

ครีมชีส

ชีสสดนุ่มชุ่มฉ่ำนุ่มนวลซึ่งผลิตจากนมและครีม เนื้อข้นมัน นิยมนำมาทำขนมหวาน

 

ชีสกึ่งนุ่ม (Semi-Soft Cheese)

บลูชีส (Blue Cheese)

เป็นชีสที่มีลวดลายสีฟ้าอมเขียว จากเชื้อราที่เกิดจากการบ่ม มีกลิ่นแรงมาก จนหลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่รสชาติเข้มข้น นิยมนำมาทานคู่ขนมปัง หรือไวน์

 

จากเกร็ดความรู้ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ หวังว่าเพื่อนๆ จะรู้จักชีสกันมากขึ้นนะฮะ

 

ที่มา: wikipedia, dairygood, dsm

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...