หลายๆ คนคงจะมีความใฝ่ฝัน หากตายไปอยากจะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จเสียก่อน…

 

เช่นเดียวกันกับ Caleb Hammond เด็กชายวัย 11 ปี ที่ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย และเขาอาจจะเหลือชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน

ก่อนจะจากไปความต้องการของเขามีเพียงแค่ ได้ติดสติกเกอร์ Ferrari เอาไว้บนโลงศพของเขาเท่านั้น

Caleb ถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) เมื่อปีที่ผ่านมา แต่หลังจากที่เข้ารับการรักษา ร่างกายของเขากลับไม่ตอบสนองเพราะเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว

ครอบครัวจึงตัดสินใจหยุดการรักษาเอาไว้และพาเขาออกไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

Caleb เป็นเด็กที่มีความหลงใหลในความเร็วเป็นอย่างมาก เขาจะเก็บสะสมสติกเกอร์รถต่างๆ และสติกเกอร์การแข่งขันรถยนต์จากทั่วโลกเอาไว้ และเขาได้บอกกับพ่อแม่ไว้ว่าอยากให้พ่อแม่ติดสติกเกอร์ Ferrari เอาไว้ที่โลงศพของเขาอีกด้วย

เรื่องราวของเจ้าหนู Caleb ได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย รวมไปถึงเจ้าของโชว์รูม Ferrari ในเซาท์ ฟลอริดา

Garrett Hayim เจ้าของโชว์รูมที่นำเข้ารถ Ferrari ในเขต Fort Lauderdale ได้ตัดสินใจที่จะมอบประสบการณ์สุดท้าทาย ด้วยการพาเด็กชายนั่งในรถแข่ง Ferrai ราคา 100 ล้านบาท เพื่อเติมเต็มความฝันของเขา

 

 

“บางทีผมอาจจะพาเขาไปพบกับทีมแข่งทั้งหมดเลยก็ได้นะ ทั้งรถบรรทุก รถแข่ง นักขับ พวกเขาล้วนแล้วแต่อยู่ที่ไอโอวา และผมจะพาเขาไปที่นั่น”

“เมื่อเขาได้มาอยู่ในจุดนี้ เขาสมควรที่จะได้รับความสุขในทุกๆ วัน เพราะวันเวลาของเขาเหลือน้อยกว่าพวกเรามากนัก”

เจ้าหนู Caleb ได้ใช้เวลา 1 วันร่วมกับนักแข่งมืออาชีพ ได้นั่งรถแข่ง ได้ทำการดริฟต์เป็นวงกลม และนั่งรถด้วยความเร็วไปทั่วสนามแข่งไอโอวา ด้วยความเร็ว 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง!!

 

 

Caleb เล่าว่า “เวลาที่เขาพาดริฟต์เป็นวงกลม มันรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นพายุทอร์นาโดเลย นี่เป็นเรื่องที่ผมจะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน”

คุณพ่อของ Caleb เล่าว่า “ลูกชายของผมตัดสินใจที่จะไม่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกต่อไป ผมเชื่อว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะแทนที่จะนอนอยู่บนเตียงนอนในโรงพยาบาล ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยง”

 

 

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเรื่องราวของเขาถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้หลายคนอยากจะช่วยเหลือเขา ทั้งทีมอเมริกันฟุตบอล Green Bay Packers ที่ Caleb เป็นแฟนตัวยงอยู่ก็ติดต่อมอบตั๋วให้กับเขาเข้าไปชมเกมที่ข้างสนามด้วยเช่นกัน

 

ในเรื่องราวอันแสนเศร้า การช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ ก็ทำให้รู้ว่าโลกของเรามันน่าอยู่ชะมัด

 

ที่มา : ladbible, motorsport

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...