เด็กๆ เป็นวัยไร้เดียงสาที่ยังไม่รู้ถึงเท่าทันของความอันตรายในสิ่งต่างๆ ดังนั้นคนที่เป็นพ่อเป็นแม่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะเกิดเรื่องที่เป็นอันตรายต่อชีวิตขึ้นได้เหมือนกับเหตุการณ์นี้ ที่มีทารกคนหนึ่งเกือบตายเพราะพี่ชายวัย 3 ขวบเอาตะปูป้อนให้กินในตอนที่แม่ไม่อยู่บ้าน!!

เหตุการณ์ที่เกือบคร่าชีวิตน้อยๆ ให้หายไปนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมาในประเทศจีน โดยเริ่มขึ้นจากคุณแม่คนหนึ่งที่ออกไปข้างนอกและทิ้งให้ลูกชายวัย 3 ขวบของเธอเลี้ยงน้องที่ยังเป็นวัยทารกที่มีอายุเพียง 37 วันอยู่ที่บ้านอยู่เพียงลำพัง

 

 

หลังจากนั้นเมื่อเธอทำธุระเสร็จแล้วกลับมาที่บ้านก็ต้องตกใจ เพราะลูกน้อยวัยทารกของเธอมีน้ำลายฟูมปากออกมาอย่างน่ากลัว จึงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างรวดเร็วที่สุด

ทางทีมแพทย์ได้ใช้การเอกซเรย์ตรวจดู แล้วก็พบว่ามีตะปูถึง 3 ตัวอยู่ในบริเวณกระเพาะอาหาร ซึ่งทางผู้เป็นแม่ก็สอบถามลูกชายวัย 3 ขวบว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเด็กก็บอกว่าได้เอาตะปูให้น้องกิน

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นทางทีมแพทย์ดังกล่าวก็ปฏิเสธการรักษา เพราะมีอุปกรณ์ที่ไม่เพียบพร้อมและมีความเสี่ยงมากเกินไป จึงส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลเด็กเจิ้งโจว ในมณฑลเหอหนาน ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยเอาตะปูออกจากท้องของเด็กคนนี้

และด้วยผลจากการเอกซเรย์ทางหัวหน้าแพทย์ Li Xiaoqin ก็ตัดสินใจเลือกการใช้ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารพร้อมกับแม่เหล็ก เพื่อที่จะเอาตะปูทั้ง 3 อันออกจากตัวของเด็กน้อยคนนี้

 

 

“แม้ว่าเด็กแรกเกิดจะสามารถใช้วิธีการส่องกล้องได้ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะนำตะปูออกมาได้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีความบางเกินไป ดังนั้นแล้วเราจึงมีความจำเป็นจะต้องใช้ขนาดถึง 7.5 มิลลิเมตร ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็กลัวเกินไปเหมือนกันว่ามันจะเกิดอันตรายต่อเด็ก แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็เห็นว่ามันที่ดีกว่าการผ่าตัด” นายแพทย์ Li กล่าว

 

 

ในที่สุดแล้วทางทีมแพทย์ก็สามารถนำตะปูทั้ง 3 อันออกมาจากตัวเด็กน้อยได้อย่างปลอดภัย และโชคดีที่ตะปูทั้ง 3 ตัวไม่ได้ไปสร้างผลกระทบใดๆ กับระบบย่อยอาหารของเด็กเลย ในตอนนี้จึงพ้นขีดอันตรายและนอนพักฟื้นอยู่นั่นเอง

ทั้งนี้สุดท้ายทางแพทย์ก็แนะนำผู้ปกครองทั้งหลายว่า ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กอยู่กันเพียงลำพัง เพราะพวกเขายังไร้เดียงสาและไม่รู้ถึงอันตราย ซึ่งก็ไม่แน่เหมือนกันว่าหากมีเหตุใดเกิดขึ้นอาจจะไม่โชคดีอย่างในกรณีนี้ก็เป็นได้

 

เกือบไปแล้วไหมล่ะ..

 

ที่มา: metro

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...