การล่วงละเมิดทางเพศไม่เคยเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และไม่ใช่เรื่องน่าขำ ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นใคร เพศ หรือวัยใดก็ตาม การถูกทำร้ายในลักษณะนี้นั้นสร้างความเจ็บปวดและบาดแผลให้กับทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสูง แต่ก็ยังคงเกิดเรื่องราวทำนองนี้ขึ้นตลอดเวลา

เชื่อว่า Sam Thompson เป็นผู้ชายเพียงไม่กี่คนจากจำนวนผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศทั่วโลกที่กล้าลุกขึ้นมาบอกเล่าความรู้สึกของตนเอง และยังคงยืนหยัดอยู่ได้กับชีวิตที่มีความทรงจำอันเลวร้ายติดตาม

ในตอนเกิดเหตุนั้นเขาอายุ 22 ปี เป็นชายผู้มีความสุข มั่นใจในตัวเอง มีครอบครัวที่สนิทสนมกัน มีเพื่อนมากมาย มีคนรักที่ย้ายตามเขามาเริ่มชีวิตใหม่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

และความสุขทุกอย่างที่เขามีถูกทำลายลงในคืนเพียงคืนเดียว…

 

 

Sam เล่าว่า วันนั้นเขาออกไปดื่มกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง และหลังจากดื่มกันไปพอสมควรเขาก็แยกกับเพื่อนที่หน้าร้านเหล้าร้านหนึ่ง  ก่อนจะได้ไปเจอกับกลุ่มผู้ชายกลุ่มใหญ่

ทีแรกคนเหล่านั้นมาด้วยกันหลายคน เขาตามไปร่วมดื่มและพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มใหม่นี้ และกว่าจะรู้ตัวคนในกลุ่มก็ทยอยกลับจนสุดท้ายเหลือเพียงเขาและผู้ชายอีก 2 คน

และสุดท้ายชาย 2 คนดังกล่าวก็ลากตัว Sam กลับไปยังโรงแรมและลงมือข่มขืนเขา โดยมีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดจับภาพตอนที่ Sam ถูกพาตัวไปที่โรงแรม

 

 

เขาเล่าความรู้สึกไว้ว่า “ในตอนที่มันเกิดขึ้น มันเหมือนเราจะรู้ตัวแต่ก็ไม่เชิง ผมมักบอกว่ามันเป็นเหมือนกับฝันร้าย คุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและยังคงจดจำเศษเสี้ยวของรายละเอียดได้ เป็นรายละเอียดที่มากพอให้รู้ว่าสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นจริง แต่คุณไม่อาจเขียนอธิบายได้”

เช้าวันถัดมาจากวันเกิดเหตุ เขาตื่นขึ้นมา ชีวิตใหม่ที่มีความสุขพลิกผันไปหมด และ Sam มองไม่เห็นหนทางอื่นในชีวิตนอกจาก ‘ความตาย’

“ผมแค่…อยากตาย ไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว ผมจำได้ว่าผมเดินกลับบ้าน กลับไปหาแฟนและเพื่อนที่รอผมอยู่ และในตอนที่เดินกลับบ้านนั่นแหละ ที่ผมคิดอยากฆ่าตัวตาย

ผมยืนอยู่บนราวสะพานและคิดว่าจะกระโดดลงไป ผมรู้สึกอับอายเอามากๆ รู้สึกว่าตัวเองช่างสกปรก รู้สึกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ผมยังได้กลิ่นตัวของคนที่ทำร้ายผมอยู่เลย ผมเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น และคิดว่าคงไม่สามารถผ่านมันไปได้แน่ๆ เพราะงั้นหนทางเดียวที่เหลืออยู่คือ จบชีวิตลงซะ

ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะจัดการมันอย่างไรดี และไม่รู้ว่าชีวิตมันจะไปต่อได้อย่างไร ภายหลังจากนั้นคำถามนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวผมไปพักหนึ่ง”

 

 

แต่สุดท้ายแล้ว Sam ก็ไม่ได้กระโดดลงไปอย่างที่คิดจะทำทีแรก เมื่อความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวคือ ถ้าเขาตายไปแล้วครอบครัวของเขาจะเป็นอย่างไร? ความคิดนั้นทำให้ Sam กลับลงมาจากสะพาน ก่อนจะกลับบ้านและเล่าทุกอย่างให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง

เขาพยายามเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้กับตัว และไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกับจิตใจมากขนาดไหน จนกระทั่งวันหนึ่งจิตใจเขาก็ทนรับไม่ไหว เขาร้องไห้ออกมาขณะที่กำลังทำงานอยู่และร้องขอความช่วยเหลือในที่สุด

“ผมเดินเข้าไปในออฟฟิศ นั่งลงที่โต๊ะแล้วร้องไห้ออกมา ผมออกมาแอบร้องไห้บนรถ และโทรคุยกับแม่ว่าผมอยากตาย มันเป็นบทสนทนาที่แย่เอามากๆ แต่ในที่สุดผมก็สัญญากับแม่ว่าผมจะหาทางไปต่อให้ได้”

ทีแรกเขาไม่ยอมไปพูดคุยกับจิตแพทย์และคิดจะผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง แต่พอผ่านไปเกือบเดือน สภาพจิตใจของ Sam ก็พังลงอีกครั้ง ในตอนนั้นเองที่เขายอมรับความจริงได้ว่า เหตุการณ์นั้นมันได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วเขาก็ยอมไปพูดคุยกับนักบำบัด

 

 

หลังจากยอมรับความจริงและได้พูดระบายออกไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้ช่วยเหลือ สุขภาพจิตของ Sam ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาสามารถกลับไปพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวได้อีกครั้ง

เขาบอกว่า “การทำลายความเงียบและยอมพูดออกมา นั่นแหละคือกุญแจที่จะพาเรากลับสู่ชีวิตปกติ”

Sam บอกอีกว่า มันมีความกลัวที่ทำให้เหล่าผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศไม่กล้าพูดออกมา และไม่ใช่แค่ Sam คนเดียว แต่จากสถิติปี 2017 มีผู้ชายมากถึง 140,000 คนช่วงอายุตั้งแต่ 16-59 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อแบบเขา

แต่หากมีคนอีกมากมายที่ไม่กล้าเปิดเผยเรื่องที่ตนเจอออกมา เชื่อว่าตัวเลขจริงๆ จะต้องสูงกว่านี้อีกมาก

ตอนนี้ Sam ในวัย 24 ปี เป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับ DJ เป็นแอมบาสเดอร์ของ Survivors Manchester มูลนิธิช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศ เขาวางแผนจะกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยและอาศัยอยู่กับคนรักของเขา และแม้ว่าคนร้าย 2 คนที่ทำลายชีวิตเขาจะลอยนวลไปได้ Sam ก็ทำใจยอมรับได้แล้ว

 

 

สุดท้าย Sam ได้บอกอีกว่า ผู้คนมักมีมายาคติเกี่ยวกับ ‘ความเป็นชาย’ ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่แสดงอารมณ์ ห้ามให้อะไรก็ตามมามีผลกระทบต่อพวกเขา และผู้ชายจำนวนมากยังเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีทางเกิดกับพวกเขา แต่ในความเป็นจริงนั้น การล่วงละเมิดทางเพศมันเกิดขึ้นได้เสมอ กับคนทุกเพศทุกวัย

หากเพื่อนๆ คนไหนโชคร้ายตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ อย่ากลัวที่จะพูดและขอความช่วยเหลือนะคะ คนเป็นเหยื่อไม่ควรกล่าวโทษตัวเองที่ถูกทำร้าย การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย เมื่อทำให้คนร้ายถูกลงโทษแล้ว ก็จะลดจำนวนคนที่ตกเป็นเหยื่อได้อีกมาก และเรายังจะได้คำแนะนำรวมทั้งกำลังใจจากคนรอบข้างอีกด้วย

 

หากเกิดเหตุร้ายขึ้นสามารถติดต่อหน่วยงานเหล่านี้เพื่อขอความช่วยเหลือได้จ้า

ขอบคุณภาพจาก thaiconsent.org

 

ที่มา LADbible

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...