ย้อนรอย “Blackface” การแต่งหน้าเป็นคนดำ สัญลักษณ์เหยียดผิวรุนแรง ที่กิดขึ้นมาในอดีต

หากยังจำกันได้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา #เหมียวตะปู ได้นำเสนอข่าว แบรนด์แฟชั่นจากประเทศอิตาลีอย่าง Gucci ได้ออกมาขอโทษเรื่องที่เสื้อกันหนาวมีลักษณะเหมือนกับ “Blackface” ซึ่งถือเป็นการเหยียดผิวอย่างมาในสมัยก่อน

(อ่านข่าวเก่าได้ที่นี่ Gucci ออกมาขอโทษ เหตุ “เสื้อกันหนาว” มีลักษณะเหมือนเป็นการ “เหยียดผิว”)

 

 

ในเวลานั้นหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าเจ้า Blackface ที่ว่านั้นมันคืออะไรเกิดขึ้นมาจากไหน และเหยียดผิวอย่างไร กันบ้างเป็นแน่ ดังนั้นในวันนี้ #เหมียวศรัทธา จึงจะพาเพื่อนๆ ไปชมเรื่องราวประวัติของ Blackface กัน

เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะทราบกันว่า Blackface นั้น เป็นการแต่งหน้าหรือใส่หน้ากากสีดำและทาปากให้ดูใหญ่ของนักแสดงผิวขาวในสมัยก่อน เพื่อแสดงเป็นคนผิวสี

การแต่งหน้าในรูปแบบนี้แม้ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ไหน แต่ก็กลายเป็นที่นิยมมากไม่นานหลังจากช่วงสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา  ทำให้คาดกันว่านี่เป็นการกระทำซึ่งเกิดจากความรู้สึกเป็นปรปักษ์กับการที่ต้องปลดปล่อยคนดำที่เป็นทาส จนบานปลายไปเป็นการเหยียดผิว

 

 

David Leonard ศาสตราจารย์ด้านชาติพันธุ์ศึกษา และประวัติศาสตร์อเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Washington State กล่าวว่า Blackface นับเป็นการยืนยันถึงพลังและความสามารถในการควบคุมของคนขาว ที่ทำให้สังคมสามารถมองคนแอฟริกัน-อเมริกันว่าไม่ใช่คนได้ง่ายขึ้น

แนวคิดเหล่านี้แสดงออกมากับบทบาทในของตัวละคร ที่มักเป็นการเหมารวมด้านแย่ๆ ตามความเชื่อของคนยุโรปต่อชาวแอฟริกัน-อเมริกันในสมัยนั้นเอาไว้ เช่นความขี้เกียจ โง่เขลา งมงาย หื่นกระหาย ขี้ขลาด และชั่วร้ายอย่างถึงที่สุด

 

 

การแสดงด้วย Blackface ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ในสมัยนั้นเราไม่เพียงแต่จะเห็น Blackface ได้ตามละครเวที แต่ยังเห็นได้แม้แต่ในภาพยนตร์ และนักแสดง Blackface เองก็กลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงเวลานี้

อิทธิพลต่อความคิดของ Blackface มีมากจนมันก็ถูกนำไปใช้ในโฆษณาของกลุ่ม KKK หนึ่งในกลุ่มขบวนการเหยียดสีผิวสุดโต่งที่มีผลงานสังหารคนดำอย่างโหดร้ายมานักต่อนัก และทำให้คนสีผิวที่ได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส ต้องให้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไปในเวลาเดียวกัน

 

.

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ Blackface จะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่หลายๆ คนมองว่าไม่เหมาะสมแบบสุดๆ ในปัจจุบัน และกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยอีกชิ้นหนึ่งที่หลายๆ คนควรจะระวังเอาไว้อย่างได้เผลอทำตาม

 

ที่มา history

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....