เคยได้ยินเรื่องราวของ “บิลลี ซิง” (Billy Sing) ไหม? เขาคือหนึ่งในสไนเปอร์ที่มีชื่อเสียงจากสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสไนเปอร์ที่เก่งที่สุดของประเทศออสเตรเลียเลย

 

 

บิลลี ซิงเกิดในครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวจีนกับมารดาเป็นชาวอังกฤษในปี 1886 และใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในพื้นที่ชนบทของรัฐควีนส์แลนด์ แถมยังต้องทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อช่วยบรรเทาภาระของครอบครัวที่มีฐานะยากจนของเขา แม้ว่าตัวเองจะโดนเหยียดชนชาติอย่างหนักจากการเป็นลูกครึ่งก็ตาม

เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการขี่ม้าและยิงปืนมาตั้งแต่วัยรุ่น ถึงขั้นที่ว่าพี่เขยของเขาชมว่าบิลลีสามารถยิง “หางของหมู” ที่อยู่ห่างออกไป 20 เมตรได้เลย ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นนักกีฬาและนักล่าจิงโจ้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของพื้นที่ไป

 

 

ตอนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในปี 1914 บิลลีเป็นลูกครึ่งกลุ่มแรกๆ ที่สมัครเข้าเป็นทหาร ดังนั้นเขาจึงสามารถเข้าร่วมกองทัพได้ แม้ว่าในภายหลังออสเตรเลียจะไม่รับคนที่ไม่ใช่คนผิวขาวเข้าเป็นทหารก็ตาม

ในสงครามบิลลี ถูกส่งไปรบกับจักรวรรดิออตโตมันในพื้นที่ที่จะกลายเป็นตุรกีในปัจจุบัน และได้ถูกบรรจุเป็นสไนเปอร์จากความแม่นยำในการสังหารศัตรูและการฝึกของเขา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งดำเนินไป ตัวเลขการสังหารของบิลลีก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด จนแค่ในการทัพกัลลิโพลีเพียงที่เดียว บิลลีก็สังหารศัตรูไปถึง 200 คน จนถูกเพื่อนๆ ตั้งฉายาให้ว่า “the Assassin” (นักลอบสังหาร) กับ “the Murderer” (ฆาตกร) จนตัวเขากลายเป็นตำนานของกองทัพไป

 

กองกำลังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เทียบท่าที่กัลลิโพลี

 

ว่ากันว่าเขาเคยโดนสไนเปอร์ของฝ่ายศัตรูเห็นเข้าโดยที่ยังไม่รู้ตัว และเกือบโดนยิงตายมาแล้ว แต่เจ้าตัวก็ไหวตัวทันก่อน และยิงสังหารศัตรูได้ก่อน แม้ว่าเขาจะอยู่ในกล้องส่องแบบพร้อมยิงแล้วก็ตาม

อ้างอิงจากคนในกองทัพบิลลีมักจะถูกมองว่าเป็นนักสังหารมืออาชีพที่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็นอยู่เสมอ จนถูกหลายๆ คนยกให้เขาเป็นเทวดาแห่งความตายกลางสนามรบ แม้ว่าเจ้าตัวและเพื่อนๆ จะยืนยันว่าเขานั้นไม่เคยสังหารใครก็ตามที่เข้าไปรักษาทหารที่บาดเจ็บในสงคราม เหมือนที่ทหารฝั่งออตโตมันทำ

 

ทหารตุรกีในกัลลิโพลี

 

อย่างไรก็ตามด้วยความไม่ชัดเจนหลายๆ อย่างในสงครามตัวเลขการสังหารของบิลลีจึงไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ (โดยหลายคนเชื่อว่าเขาสังหารศัตรูไปมากกว่า 200 คน) แต่ถึงอย่างนั้นบิลลีก็สามารถรอดจากสงครามครั้งนี้ไปได้ พร้อมเหรียญเกียรติยศมากมายบนหน้าอก

 

 

น่าแปลกที่ชีวิตหลังสงครามของฮีโร่แห่งสงครามคนนี้จะดูไม่มีอะไรหวือหวาอย่างที่ควรจะเป็นเลย เพราะไม่เพียงแต่เขาจะต้องออกจากกองทัพด้วยอาการบาดเจ็บเท่านั้น แต่บิลลียังต้องจบชีวิตลงไปด้วยวัยเพียง 57 ปีโดยที่ไม่มีใครพูดถึงเลยด้วย

สุสานของเขานั้น ไม่มีการเขียนวีรกรรมใดๆ ของชายคนนี้ไว้เลยนานกว่า 50 ปี ก่อนที่เรื่องราวของเขาถูกตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และก็เป็นในตอนนั้นเองที่ชื่อของยอดสไนเปอร์คนนี้จะถูกจดจำต่อไปในประวัติศาสตร์

 

บิลลี ซิง กับภรรยาของเขา

 

ที่มา allthatsinteresting

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...