อันที่จริงแดดอุ่นๆ ยามเช้าถือเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายนะ แต่ถ้าแดดตอนสายๆ หรือตอนบ่ายๆ โดยเฉพาะแดดอันร้อนแรงของเมืองไทยที่ราวกับตั้งอยู่ข้างบ้านของดวงอาทิตย์ คงไม่ใช่อะไรที่ดีซักเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสมอไป

แต่สำหรับพ่อศิลปินหนุ่ม Michael Papadakis แล้ว แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่พร้อมจะแผดเผาผิวเราให้เป็นมะเร็งได้นั้น กลับเป็นประโยชน์ต่อการสร้างงานศิลปะของเขาเหลือเกิน

 

Michael Papadakis

 

เจ้าตัวได้เล่าว่า ศิลปินแบบที่เขาทำอยู่นี้เดิมทีมีจุดกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงปี 1822 ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่า Heliography 

อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาก็เป็นศิลปินที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยพู่กัน และสี ผ่านลงบนกระดาษ หรือผ้าใบมาโดยตลอด แต่ครั้งหนึ่งเมื่อตอนเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางสายไหม (จากยุโรป – เอเชีย) มันก็ทำให้เขาค้นพบวิธีการดังกล่าว และนำเอามาประยุกต์ใช้กับงานของตัวเอง

 

 

‘จำได้ว่าผมเห็นเพื่อนชาวจีนใช้แว่นขยายส่องลงไปบนกระดาษ จากนั้นไฟก็ลุกติด มันทำให้ผมคิดได้ว่า เฮ้ย.. เราใช้วิธีนี้วาดรูปก็ได้นี่หว่า’ ศิลปินหนุ่มกล่าว

 

แต่กว่าจะควบคุมพลังงานจากแสงอาทิตย์ ให้ออกมาเป็นลวดลายแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเขาต้องใช้เวลาฝึกฝนนานถึง 5 ปี กว่าจะนำผลงานออกมาโชว์ได้

 

 

‘ส่วนใหญ่แล้วงานชิ้นนึงก็ใช้เวลาตั้งแต่ 1 ชั่วโมง หรือลากยาวไปจนถึง 30 ชั่วโมงเลยก็มี ขึ้นอยู่กับสเกลความละเอียด และขนาดของงานน่ะครับ’ ศิลปินหนุ่มพูดถึงขั้นตอนของตัวเอง

 

 

ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้มองว่างานศิลปะของเขามีจุดขายอยู่ที่การวาดภาพ แต่เขามองว่ามันเป็น Performance Art (ศิลปะการแสดง) ซะมากกว่า

 

 

แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดในระหว่างการทำงาน คือต้องคอยปกป้องสายตาไม่ให้กระทบกับแสงแดดที่สะท้อนมาจากดวงอาทิตย์ ที่จะส่งผลให้ตาบอดในระยะยาวได้

 

‘ผมต้องใส่แว่นกันแสงอย่างดีตลอด บางครั้งตอนที่ผมโชว์การแสดงวาดภาพก็มีคนมายืนดูแว่นขยาย ซึ่งผมต้องบอกให้พวกเขาหยุด เพราะมันอันตรายต่อสายตามากๆ’ 

 

ตัวอย่างรูปน้องหมาที่เกิดจากการใช้พลังงานความร้อนแสงอาทิตย์

 

แหม่…ถ้าเป็นแดดที่ประเทศไทย เราว่างานพี่แกต้องไหม้ทั้งชิ้นแน่ๆ

ที่มา: OddityCentral

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

รวมเนื้อหาของเหล่าแมวเหมียวที่ไม่ได้ทำหน้าที่บนแคทดั๊มบ์แล้ว ถึงตัวเค้าจะจากไป แต่ผลงานที่เค้าสร้างไว้จะอยู่ชั่วนิรันดร์