หากเพื่อนๆ คนไหนต้องการจะหลีกหนีความวุ่นวาย มุ่งสู่การใช้ชีวิตแบบเงียบสงบ เพลิดเพลินไปกับความเรียบง่าย เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับเมือง Monowi รัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งบอกเลยว่ามันตรงกับความต้องการของคุณมากๆ อย่างแน่นอน เพราะเมืองนี้มีประชากรอาศัยอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น!!

เมื่ออ้างอิงตามข้อมูลประชากรของอเมริกาในปี 2010 ยืนยันแล้วว่าที่นี่มีคนอาศัยอยู่แค่คนเดียวจริงๆ เธอคนนั้นมีชื่อว่า Elsie Eiler สาววัย 84 ปี ผู้ที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางเมืองเล็กๆ อันแสนเดียวดาย

 

ป้ายชื่อเมือง และจำนวนประชากรที่เหลืออยู่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Monowi

 

Elsie เล่าว่าเมือง Monowi ไม่ได้เป็นเมืองที่เงียบเหงามาตั้งแต่แรก หากย้อนกลับไปในช่วง 1930s ที่นี่เคยมีประชากรอาศัยอยู่ด้วยกันกว่า 150 คน และเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างเส้นทางรถไฟ Elkhorn ทำให้มีผู้คนสัญจรไปมาอยู่เสมอ

ภายในเมืองตอนนั้นประกอบด้วยร้านขายของชำ 3 แห่ง ร้านอาหารอีกมากมาย หรือแม้แต่คุกที่นี่ก็ยังมี ซึ่งในยุคนั้น Elsie อาศัยอยู่ในฟาร์มที่ตั้งอยู่เขตรอบนอกของเมืองและได้เจอกับ Rudy สามีในอนาคตของเธอ ตอนที่ทั้งคู่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถม

เมื่อทั้งสองเรียนจบมัธยม พวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไป Rudy ได้ไปเป็นทหารรับใช้ชาติช่วงสงครามเกาหลี ในขณะที่ Elsie มุ่งหน้าสู่เมืองแคนซัส เพื่อไปทำงานในบริษัทสายการบินและหวังที่จะได้เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่อง

 

Elsie หญิงสาวผู้ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้เพียงลำพัง

 

จนกระทั่งทั้งคู่แต่งงานกันตอนอายุ 19 ปีและกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองบ้านเกิด ให้กำเนิดลูกๆ ที่น่ารักมา 2 คน ซึ่งช่วงนั้นเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เศรษฐกิจแถวชนบทไม่สู้ดีนัก

จากปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะสงคราม ทำให้ผู้คนเริ่มที่จะอพยพไปหางานหาเงินกันที่อื่น ในปี 1960 โบสถ์ประจำเมืองได้จัดงานศพให้พ่อของ Elsie เป็นงานสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นโบสถ์ร้าง ที่ทำการไปรษณีย์และร้านขายของค่อยๆ ทยอยปิดตามๆ กันไป จนกระทั่งปี 1974 แม้แต่โรงเรียนก็ยังกลายเป็นโรงเรียนที่ไร้ผู้คน

ในปี 1971 ครอบครัวของ Elsie จึงตัดสินใจเปิดกิจการร้านโรงเตี๊ยมของพ่อเธอขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าลูกๆ ของเธอจะออกไปหางานทำนอกเมือง และพอไปถึงปี 1980 ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองก็เหลือเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น

 

วิดีโอที่ถ่ายทอดเรื่องราวและบรรยากาศของเมืองอันโดดเดี่ยวแห่งนี้

 

กาลเวลาผ่านไปอีก 20 ปี Rudy และ Elsie กลายเป็นประชากรสองคนสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ และในปี 2004 Rudy ก็จากโลกนี้ไป ทำให้ Elsie กลายเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ในเมือง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Elsie ได้กลายเป็นคนที่ประกอบหลายวิชาชีพมาก เธอเป็นทั้ง นายกเทศมนตรี เสมียน เหรัญญิก บาร์เทนเดอร์ บรรณารักษ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วในเมื่อเธอคือประชากรที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของสถานที่แห่งนี้

เธอทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งสั่งซื้อของเข้ามา รับของ เซ็นเอกสาร ก่อนหน้านี้เธอเคยติดประกาศเลือกตั้งนายกเทศมนตรีประจำเมืองเอาไว้ด้วย โดยที่เราก็คงจะรู้ๆ กันอยู่แล้วว่าใครจะได้

 

 

ทุกๆ เดือน Elsie จำเป็นต้องจ่ายเงินประมาณ 16,000 บาท เพื่อให้มีน้ำและไฟฟ้าใช้ภายในเมือง อีกทั้งยังต้องคอยดูในเรื่องเอกสารต่างๆ เพื่อไม่ให้ Monowi กลายเป็นเมืองร้าง

ปัจจุบันเธอใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมานานกว่า 14 ปีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังคงมีความสุขและไม่อ้างว้าง คือการที่เธอได้เจอกับเหล่าลูกค้าประจำที่ยังคงเข้ามาใช้บริการโรงเตี๊ยมของเธออยู่เสมอ

เธอบอกว่ามันเป็นเหมือนกับครอบครัวใหญ่ เธอได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาใช้บริการเปลี่ยนผ่านไปจากรุ่นสู่รุ่น จากตอนแรกที่ลูกค้ายังคงเป็นเด็กตัวเล็กๆ พอเวลาผ่านไปลูกค้าเหล่านั้นก็เติบโตและพาลูกๆ ของพวกเขามาใช้บริการเป็นรุ่นต่อไป

ในเมืองไม่ได้มีแค่โรงเตี๊ยมเพียงอย่างเดียวที่หลงเหลืออยู่ เพราะที่นี่ยังมีห้องสมุดของ Rudy สามีของเธอ สถานที่แห่งความทรงจำที่เก็บรวบรวมหนังสือและนิตยสารเอาไว้กว่า 5,000 เล่ม ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำตามความต้องการสุดท้ายก่อนที่สามีของเธอจะจากโลกนี้ไป ลูกค้าทุกคนจึงสามารถเข้าไปใช้บริการห้องสมุดได้อย่างอิสระ

 

เหล่าลูกค้าประจำที่ยังคงเข้ามาใช้บริการโรงเตี๊ยมของเธออยู่เสมอ

 

ส่วนลูกๆ ของเธอนั้นก็ได้ออกไปใช้ชีวิตแบ่งออกไปเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับบ้านเกิดของตัวเอง ในเมือง Ponca ที่ห่างออกไปประมาณ 144 กิโลเมตร ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตไกลถึงประเทศเนเธอร์แลนด์

การที่ Elsie อาศัยอยู่ในเมืองคนเดียวแบบนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าลูกๆ ทิ้งเธอไว้โดยไม่สนใจใยดี แต่นี่คือความต้องการของตัวเธอเองที่ไม่อยากออกไปจากเมืองที่ตัวเองรัก ทั้งๆ ที่เธอก็สามารถไปอาศัยอยู่กับลูกก็ได้

 

ห้องสมุดของ Rudy สามีของเธอ

 

ถึงแม้ว่าเมืองจะดูโดดเดี่ยวและเดียวดาย จนทำให้สัมผัสได้ถึงความเงียบเหงาและเคว้งคว้าง แต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตที่นี่อาจจะกลายเป็นเมืองที่กลับมาครึกครื้นอีกครั้งเข้าซักวันก็เป็นได้

 

ที่มา: odditycentral

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...