เชื่อว่าในสมัยนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักอาหารแบบ “บุฟเฟต์” อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหมูกระทะ หมูจุ่ม หรือบุฟเฟต์ตามโรงแรม มันเป็นคำที่คนไทยใช้เรียกอาหารแบบที่สามารถทานไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะอิ่ม (ภาษาอังกฤษบางทีก็เรียก All You Can Eat)

 

 

แน่นอนว่าอาหารที่จ่ายแค่ครั้งเดียวทานได้เรื่อยๆ นั้นมีหรือว่าจะหลุดรอดการไปเยี่ยมเยือนของเหล่าผู้คนที่หิวโหย จนหลายๆ ครั้งก็อาจจะมีการกินกันจนไขมันออกข้างตัวเลยก็มี ว่าแต่เคยสงสัยกันไหมว่า ไอ้เจ้าอาหารบุฟเฟต์เนี่ยมันมาจากไหนกัน?

การกินอาหารแบบบุฟเฟต์เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศสวีเดนในช่วงเวลาประมาณศตวรรษที่ 16  ซึ่งในยุคนั้นที่สวีเดนกำลังมีชื่อเสียงเรื่องชาวไวกิง สุดยอดนักรบแห่งท้องทะเลนั่นเอง

 

 

เมื่อใดที่ชาวไวกิงขึ้นฝั่งหลังจากปฏิบัติภารกิจสำเร็จ พวกเขาก็จะมีการจัดทำอาหารแบบ Brännvinsbord ซึ่งเป็นการนำอาหารที่มีหลายๆ ชนิดมาวางรวมกันบนโต๊ะ และทานกันหลายๆ คน โดยให้แต่ละคนเลือกกินตามใจชอบ ในปริมาณที่ไม่จำกัด

การกินอาหารแบบ Brännvinsbord ถูกชาวฝรั่งเศสรับไปใช้จนเป็นที่โด่งดังขึ้นในศตวรรษที่ 18 โดยได้มีการใช้ตู้เก็บช้อนส้อมในการนำอาหารมาเพิ่มบนโต๊ะเพิ่ม ซึ่งเจ้าตู้เก็บช้อนส้อมนี้ถูกเรียกกันว่า “Buffet” หรือ “บุฟเฟต์” และกลายเป็นชื่อเรียกของวิถีการทานอาหารที่ทานได้ไม่อั้นอย่างที่เรารู้จักกันนั่นเอง

 

 

ในปัจจุบันกินอาหารแบบบุฟเฟต์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนไปค่อนข้างมาก ทั้งประเภทอาหารที่ใช้ วิธีการปรุงอาหาร หรือแม้กระทั่งการรับประทานที่ต้องจ่ายเงิน (เพราะในสมัยก่อนบุฟเฟต์ จะมีลักษณะคล้ายกับงานเลี้ยงเพื่อแสดงความร่ำรวยมากกว่า)

 

 

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อาหารบุฟเฟต์ยังคงเหมือนกับต้นฉบับไม่เปลี่ยนแปลง

นั่นคือการที่ผู้ทานต้องลุกขึ้นไปตักอาหารมาทานเองนั่นเอง

 

ที่มา foodandwine, wikipedia, nuerhorm และ sanook

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...