เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศได้รายงานข่าวการค้นพบร่องรอยของการสังหารหมู่ และวัตถุโบราณร่วม 60,000 ชิ้นในแหล่งโบราณคดีที่เมืองโบราณ Agaligmiut (ในปัจจุบันเรียกกันว่า Nunalleq) รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา

 

 

จากหลักฐานที่นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีนพบการสังหารหมู่ครั้งนั้นส่งผลให้มีชาวเมืองอย่างน้อยๆ 28 คนถูกสังหารในสภาพที่ถูกมัด และโจมตีบริเวณด้านหลังของศีรษะด้วยธนูหรือไม่ก็หอก เมื่อราวๆ 350 ปีก่อน

ช่วงเวลานั้น ถูกเรียกกันในหมู่นักโบราณคดีว่า “สงครามธนูและศร” จากการที่ช่วงนั้นเกิดความขัดแย้งหลายครั้งขึ้นในหมู่ชนพื้นเมืองที่อาศัยในแถบอะแลสกา และคนในพื้นที่จะรบกันโดยใช้ธนูเป็นหลัก

อ้างอิงจาก ตำนานที่เล่ากันมาในหมู่ชาว Yupik (ชนพื้นเมืองในพื้นที่) สงครามธนูและศรนั้น เริ่มต้นจากการแข่งขันปาลูกดอกในเมือง ซึ่งมีเด็กๆ บังเอิญปาลูกดอกใส่ตาอีกฝ่ายจนทำให้ผู้เป็นพ่อไม่พอใจและควักลูกตาเด็กที่เป็นคนปาลูกดอกเป็นการ “ชดใช้” และบานปลายจนกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่

 

 

ส่วนการสังหารหมู่ที่พบในครั้งนี้เชื่อกันว่า เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นได้สักพักหนึ่ง และมีเหยื่อส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิงเนื่องจากในเวลานั้นเหล่าผู้ชายได้ออกไปรบกันหมด

แนวคิดนี้นับว่าได้รับความเชื่อถือจากนักโบราณคดีค่อนข้างมาก เพราะในบรรดาโครงกระดูก 28 ร่างที่พบ มีเพียงแค่ร่างเดียวเท่านั้นที่เป็นของผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะเป็นกำลังรบได้

และนอกจากหลักฐานเกี่ยวกับการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นใน Agaligmiut แล้ว การค้นพบวัตถุโบราณอีกกว่า 60,000 ชิ้นเองก็นับเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเช่นกัน

 

 

นั่นเพราะของที่ถูกพบอย่างรูปสลัก ตุ๊กตา ตะกร้าสาน หรือหน้ากากนั้นสามารถแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของคนที่นี่ก่อนจะเกิดสงครามได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อที่ความเย็นและน้ำแข็งของพื้นที่ช่วยรักษาสภาพของวัตถุโบราณที่พบจนแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต

และการศึกษาวัตถุโบราณเหล่านี้เอง ก็อาจจะนำมาซึ่งความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิต ประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาวอะแลสกา ในมุมมองที่เราไม่เคยทราบมาก่อนต่อไปในอนาคตก็เป็นได้

 

ที่มา livescience, newsbeezer

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...