Manchester Derby ฟุตบอลแมตช์สำคัญระหว่างสองทีมคู่อริแห่งเมืองแมน จบลงด้วยผลชนะของทีมเยือน ที่มาฝากประตูในถิ่นโอล แทรฟฟอร์ด ถึง 2 ลูก

การแพ้ต่อเรือใบสีฟ้าในครั้งนี้ นับเป็นการพ่ายแพ้เกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในบ้านของทีมปิศาจแดง ในรอบ 24 เกมเลยด้วย

และนี่คือ 8 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากฟุตบอลนัดสุดมันนัดนี้…

 

1. สไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ Pep vs Mou ไม่ว่าจะเจอกับทีมใด

Pep คือคนที่เล่นกับฟุตบอล เขาให้สัมภาษณ์ว่าต้องการให้ลูกทีมได้ครอบครองลูกบอลตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นยามบุก หรือยามตั้งรับที่จะช่วยกันไล่กลับมาโดยเร็วที่สุด และไม่ว่าจะเจอกับทีมใด จะเก่งกว่าทีมเขาหรือไม่ จะเล่นในสนามตัวเองหรือออกไปเยือน เขาก็พยายามรักษาปรัชญาตรงนี้ไว้ให้มากที่สุด

ขณะที่ Mourinho เขาคือคนที่เล่นกับ “พื้นที่” ทั้งการรักษาพื้นที่ในแนวรับให้มีช่องว่างน้อยที่สุด ฉกฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายพลาดในการใช้ลูกสวนกลับเร็วโจมตีพื้นที่ว่างระหว่างแผงกองหลังกับผู้รักษาประตู  รวมถึงพื้นที่ระหว่างเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับแบ็คซ้ายขวา เพื่อให้ปีกที่มีความเร็วจัดการ

แต่ดูเหมือนว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา การออกบอลโต้กลับของทีมปิศาจแดงจะไม่ได้ผลนัก และฝั่งทีมเยือนก็ดูจะรับมือกับลูกกลางอากาศได้ดีมากในช่วงท้าย

 

2. Lukaku ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้

Lukaku ยังไม่สามารถทำประตูในเกมพรีเมียร์ลีกได้ติดต่อกัน 4 นัด นอกเหนือไปจากนั้น เขาก็แทบจะไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่าไรนัก จนแฟนบอลที่เคยตั้งความหวังไว้เริ่มออกมาวิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่น

อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แต่ฟอร์มที่ตกลงไปของเขา มาพร้อมๆ กับการกลับมาของกองหน้าอีกคนอย่าง Zlatan ซึ่งหลายคนวิเคราะห์ว่าเขากำลังกดดันจากการที่มีกองหน้าระดับท็อปหายเจ็บมาเป็นสำรองหรือไม่ จนทำให้เล่นไม่ได้อย่างเคย

และปัญหาความมั่นใจนี้อาจจะยิ่งแย่ลงไปอีก เมื่อเขามีส่วนช่วยให้ทีม City ได้ประตูถึง 2 ลูกเช่นกัน

 

3. ขาดป๊อก ขาดใจ…

หลังจากตัดบอลได้ ทีม United ไม่สามารถพลิกพาบอลขึ้นไปให้ถึงกองหน้าได้เลย เพราะจะถูกไล่เพรสซิ่ง บีบให้ต้องรีบคายบอลให้เร็วที่สุด จากนั้นก็ต้องเตะบอลทิ้งไปด้านหน้า ซึ่งเหมือนกับการโยนไปให้กองหลัง City ตั้งบอลกลับมาบุกใส่อีกครั้ง

หากมี Pogba อยู่ในสนาม รูปเกมสวนกลับอาจจะต่างออกไปและอันตรายมากยิ่งขึ้น เพราะเขาเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่สามารถรับบอล บังบอล พลิกบอลหนีการประกบของกองกลางทีมคู่แข่ง และป้อนไปให้กองหน้าได้นัน่เอง

 

4. ปัญหากองหลังตัวกลาง ยังเป็นจุดอ่อนของ City

แม้ฟอร์มของ John Stones จะพัฒนาขึ้นมากจากปีที่แล้วอย่างมาก แต่การเสียเขาไปจากอาการบาดเจ็บแฮมสตริงนั้นทำให้ทีมเสียประตูแทบทุกนัด (รวมถึงการตั้งเกมรุกจากแนวหลัง เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากเขาบาดเจ็บไป ทีมไม่เคยยิงได้เกิน 2 ประตูเลย)

ขณะที่กัปตันทีม Vincent Kompany ที่ทำหน้าที่ได้ดี ก็มีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดเวลา และถูกเปลี่ยนออกไปในช่วงพักครึ่ง จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าหากเขาบาดเจ็บยาว กองหลังตัวกลางที่เหลือแค่ Otamendi และ Mangala คงมีผลกระทบต่อฟอร์มของทีม จนถึงขั้นอาจจะสะดุดพลาดท่าแพ้ในช่วงก่อนปีใหม่อย่างแน่นอน

 

5. Fabian Delph กับลูกกลางอากาศ

Delph ที่ถูกโยกมาเล่นแบ็คซ้าย สามารถทำหน้าที่ได้ดี ทั้งในการเชื่อมเกมจากแดนหลังไปยังแดนหน้า เติมขึ้นไปยิงไกล หรือกระทั่งเกมรับที่ดักจังหวะสำคัญได้ในหลายเกมที่ผ่านมา

แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ เขายังมีปัญหากับการรับมือลูกกลางอากาศ อย่างที่แสดงให้เห็นในเกมกับ Southampton จนโดนฉกบอลไปเปิดถึงขั้นเสียประตู และในเกมล่าสุดก็กะจังหวะบอลพลาด จนหลุดไปถึง Rashford ยิงได้ประตูตีเสมอ

บางทีนี่อาจจะเป็นการเปิดเผยจุดอ่อนของ Man City ให้เห็นชัดและถูกหลายทีมนำมาโจมตีตรงจุดนี้ ก็เป็นงานหนักของเจ้าตัวและผู้จัดการทีมอย่าง Pep แล้วว่าจะแก้อย่างไร

 

6. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างเกม

สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชม Pep ก็คือการแก้ปัญหาระหว่างเกม และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะคว้าชัยชนะให้ได้แม้จะเล่นเป็นทีมเยือน ช่วงพักครึ่งนั้น Kompany มีอาการบาดเจ็บ ซึ่งแม้จะมีชื่อของ Mangala เป็นกองหลังในม้านั่งสำรอง เขากลับเลือกที่จะส่ง Gundogan ลงไปแทน และโยก Fernandinho จากกองกลางตัวรับลงไปเล่นเป็นกองหลังแทน

หลังจากนั้นพอได้ประตู เขาตัดสินใจส่ง Mangala ลงไปในสนามตั้งแต่นาทีที่ 58 หวังจะแพ็คเกมรับและเตรียมรับมือกับลูกกลางอากาศ (ซึ่งภายหลัง Mourinho ก็ตัดสินใจส่ง Zlatan ลงไปจริงๆ)

การเปลี่ยน Gabriel Jesus ออกแล้วให้ David Silva ไปเล่นเป็นกองหน้าเพื่อครอบครองบอล รวมถึงการเอาปีกสายกระชากอย่าง Sane ออก แล้วส่ง Bernardo Silva ซึ่งเป็นสายเลี้ยงครองบอลเหนียว หวังดึงเวลาในช่วงท้ายเกม ก็ทำให้เราได้เห็นเกมถ่วงเวลามุมธงที่สามารถเผาเวลาได้อย่างนานเหลือเกิน

 

7. David Silva คืนชีพมาใหม่ ด้วยสไตล์ที่แตกต่างจากเดิม

แม้จะมีอายุ 32 ปี แต่ Silva ในฤดูกาลนี้ที่มาพร้อมกับทรงผมสกินเฮด เหมือนได้เกิดใหม่เป็นคนละคน เขายังคงเป็นกองกลางตัวรุกที่ครองบอลเหนียว จ่ายบอลฉลาด และเลี้ยงตะลุยได้ดี

แต่เหนือไปกว่านั้นก็คือ เขายังเข้าปะทะแย่งบอลได้อย่างหนักหน่วง ทั้งลูกบนพื้นหรือลูกกลางอากาศ พร้อมจะวิ่งไล่บอลทุกลูกที่เสียไป ดูมีความกระหายที่มากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นหัวใจในเกมรุกของทีม City อย่างแท้จริง

 

8. สถิติไร้พ่ายใหม่ กำลังจะถือกำเนิด??

แม้ Pep จะบอกอยู่เสมอว่าทีมเขายังไม่มองไปถึงแชมป์ เพราะยังเหลืออีกครั้งฤดูกาลให้ได้เตะกัน เขาจะยินดีกับแต้มห่างขนาดนี้เมื่อถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าเท่านั้น

แต่สื่อหลายแห่งกลับมองข้ามการคว้าแชมป์ไปแล้ว พวกเขากำลังมองไปถึงการสร้างสถิติใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น

– การชนะติดต่อกันมากที่สุด (ปัจจุบัน 14 เท่ากับ Arsenal)

– ยิงประตูมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (Chelsea ทำไว้ที่ 103 ลูก)

– ทำแต้มมากที่สุดใน 1 ฤดูกาล (Chelsea ทำไว้ที่ 95 คะแนน)

– แต้มทิิ้งห่างอันดับสองมากที่สุด (Man United ทำไว้ 18 แต้ม)

และสถิติอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะสิ่งสำคัญก็คือ “แชมป์ไร้พ่าย” เช่นเดียวกับที่ Arsenal เคยทำได้…. ต้องมารอดูกันเมื่อจบฤดูกาล ว่าพวกเขาจะทำได้ถึงไหน

 

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งเหมียว คอยทำหน้าที่บังคับพวกเหล่าแมวเหมียวให้เขียนเนื้อหาสนุกๆเพื่อทุกคนได้อ่าน จะแวะมาเขียนเองบ้างเป็นครั้งคราว คอยติดตามกันด้วยนะฮัฟฟฟฟ!!