เดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารนาซีเยอรมันได้ทำการสังหารนักโทษสงครามชาวโปแลนด์กับรัสเซียร่วม 208 คนในพื้นที่ประเทศเยอรมนีเอง ก่อนที่จะนำไปศพเหล่านั้นไปฝังไว้ในที่ต่างๆ กัน 3 แห่ง และถูกพบโดยทหารสัมพันธมิตรในเวลาต่อมา

 

 

นับตั้งแต่วันนั้นมาเกือบ 74 ปี เหล่านักโบราณคดีก็ได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้ง และพบกับหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในครั้งนั้น

เพราะเมื่อในวันที่ 8 มีนาคม พวกเขาได้ออกมาเปิดเผยถึงการค้นพบโบราณวัตถุร่วม 400 ชิ้น ในพื้นที่ชนบทสามแห่ง ซึ่งคาดกันว่าเป็นพื้นที่ที่ทางนาซีเคยให้สังหารแรงงานเกณฑ์มาก่อน

โดยวัตถุโบราณเหล่านี้ถูกพบในเมือง Warstein, Suttrop และ Eversberg โดยเป็นของใช้ส่วนตัวของเหล่าผู้ถูกสังหารเช่น รองเท้า กระดุม หนังสือ กระสุน เหรียญของโซเวียต และฮาโมนิก้า

 

 

อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยวัตถุโบราณส่วนมากนั้นถูกพบที่ Warstein สถานที่ซึ่งนักโทษสงคราม 71 คน (ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 60 คน กับเด็กอีก 1 คน) ไปยิงทิ้งในป่า หลังจากถูกสั่งให้ทิ้งของที่มีทั้งหมดเอาไว้ข้างถนน

กลับกันในโบราณวัตถุที่ผลในเมือง Suttrop กลับมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับที่อื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการซ่อนอาชญากรรมสงครามของทหารนาซีได้เป็นอย่างดี โดยในที่แห่งนี้ในอดีตได้มีการค้นพบร่างของนักโทษสงครามราวๆ 57 ราย ถูกฝังในหลุมที่พวกเขาขุดขึ้นด้วยตัวเอง

ส่วนพื้นที่สังหารในเมือง Eversberg นั้นแม้ว่าจะถูกพบหลังจาก พื้นที่สองแห่งแรกนานเกือบๆ หนึ่งปี (ถูกพบเมื่อปี 1946) แต่ก็มีการพบร่างของนักโทษสงครามถึง 80 ราย โดยในที่แห่งนี้เองทางนักโบราณคดีได้พบวัตถุโบราณราวๆ 50 ชิ้น

 

 

จากการที่วัตถุโบราณซึ่งนักโบราณคดีพบส่วนมากจะไม่ค่อยมีราคา พวกเขาจึงคาดว่าทางนาซีน่าจะมีการยึดเอาของมีค่าจากนักโทษในช่วงสงครามด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่

อย่างไรก็ตามแม้ของที่พวกเขามีอยู่จะไม่มีค่าอะไร แต่มันก็เป็นหลักฐานอย่างดีที่บ่งบอกถึงบ้านเกิดที่พวกเขาจากมาเลย ดังนั้นการค้นพบในครั้งนี้จึงนับว่ามีความสำคัญพอสมควรอยู่ เพราะหากระบุได้ว่าของที่พบเป็นของนักโทษคนไหน อย่างน้อยๆ เราก็อาจจะทราบประเทศบ้านเกิดของพวกเขาได้เลย

 

 

ที่ผ่านๆ มามีนักโทษเพียงแค่ 14 คนจาก 208 คนเท่านั้นที่ได้รับการยืนยันตัวแล้ว ดังนั้นนักโบราณคดีจึงได้ทำงานกันต่อไป โดยที่หวังว่าหากโชคดี การค้นพบในครั้งนี้ก็อาจจะทำให้พวกเราระบุตัวตนของผู้ตายได้มากขึ้นแม้สักคนก็ยังดี

 

ที่มา smithsonianmag, livescience

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...