เพศศึกษานั้นสำคัญไฉน คนเราเวลาจะต้องไปอธิบายเรื่องเกี่ยวกับเพศศึกษาให้เด็กที่อายุน้อยกว่านั้น บางครั้งเราก็รู้สึกกระดากปากใช่ไหมล่ะ จะเล่าอย่างไรไม่ให้มากเกินไป และระดับไหนที่จะไม่น้อยจนเกินไป นั่นเป็นเหตุผลที่การสนเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นกลายเป็นเรื่องยากจนผู้ใหญ่หลายคนก็เลือกที่จะบอกเด็กๆ ว่า “โตไปก็รู้เอง” แทน

แต่การทำแบบนั้นก็มีความเสี่ยงของมันอยู่ เพราะข้อมูลที่เด็กๆ จะได้รับนั้น อาจจะกลายเป็นข้อมูลอะไรผิดๆ ได้ง่ายกว่าที่คิด เหมือนกับบุคคลเหล่านี้ ที่ไม่เพียงมีความรู้ผิดๆ ในเรื่องเพศ แต่ยังแปลกจนสงสัยว่าใครสอนมา แน่นอนว่าอ่านไปมันก็ตลกแน่ๆ แต่มันก็สะท้อนบางสิ่งให้เราเห็นอยู่เหมือนกัน

 

น้องสาวของฉันบอกว่าเมื่อผู้ชายแข็งตัว

จะทำให้ลูกอัณฑะทั้งสองของเขาออกมากลมเป๊ะๆ เหมือนลูกบอล

 

ตอนที่ฉันยังอายุน้อย ฉันเชื่อว่ามีสิ่งที่เรียกว่า เซ็กส์สีรุ้งอยู่

มันเป็นการมีเซ็กส์ที่ผู้ชายจะผสมน้ำเชื้อกับประจำเดือนของผู้หญิง แล้วก็จูบกันโดยที่อมมันเอาไว้ ฉันในตอนเด็กช่างน่ากลัวจริงๆ

 

ในระหว่างการพูดคุยเกี่ยวกับออรัลเซ็กส์

มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเธอไม่เคยกลืน “มัน” เลย เพราะรสชาติมันห่วยแตกและเธอก็ไม่อยากจะท้องด้วย พวกเรานึกว่ามันเป็นมุกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเชื่อมาตลอดว่าถ้ากลืนจะทำให้ท้องได้

 

ตอนที่ฉันยังเด็กฉันคิดว่าการมีเซ็กส์เกิดขึ้นต่อหน้าครอบครัวทั้งหมด

และเป็นการเฉลิมฉลองเหมือนกับงานเลี้ยงวันเกิด

 

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันรู้จักในโรงเรียนมัธยมใช้มือชักให้แฟนแต่ไม่ยอมปล่อยให้เขาถึง

เพราะเธอคิดว่าถ้าน้ำกามเปื้อนมือ เธอจะสามารถตั้งครรภ์ได้จากระบบดูดซึมผ่านผิวหนัง

 

ครูในวิทยาลัยที่ฉันเคยอยู่ เคยให้คำปรึกษาแก่สาววัยรุ่นที่งงกับการตั้งครรภ์ของตัวเอง

เธอบอกว่าเธอ และแฟนหนุ่มของเธอใช้เนยแล้วแท้ๆ แต่ดันท้อง ครูของฉันเลยขอให้เธออธิบายหน่อย เธอบอกว่าเธอทาเนยที่ตัวเองเพื่อป้องกันตัวอสุจิ เนื่องจากน้ำกามมันเป็นน้ำ และไขมันกับน้ำจะไม่ผสมกัน

 

ในระหว่างการเรียนเรื่องเพศสัมพันธ์ มีเพื่อนบอกผมว่าควรมีเพศสัมพันธ์ในเวลากลางคืน

“เพราะตัวอสุจิจะนอนหลับ” ขอบคุณพระเจ้าที่ผมเป็นเกย์เลยไม่เคยไปทำใครท้อง

 

ตอนที่ยังเด็กฉันคิดว่าเซ็กส์คือการที่ผู้ชายจะสอดใส่เข้าไปในตัวผู้หญิง

แล้วก็ฉี่ข้างในตัวเธอ…

 

มีเด็กอายุราวๆ 18-19 ปี มาบอกฉันว่าการเข้าจากข้างหลัง

จะทำให้แก้มก้นใหญ่ได้รูป… ไม่รู้ไปเอาความเชื่อนี้มาจากไหน

 

ผมเคยเชื่อว่าจู๋มันแค่เข้าไปอยู่ในจิ๋มก็พอ

ไม่ต้องขยับตัว… วางไว้เฉยๆ นั่นล่ะ เดี๋ยวก็เสร็จพิธี

 

เพื่อนของฉันคิดว่า จู๋มันสั่นสะเทือนได้

เธอคิดว่าจู๋ปลอมมันสั่นได้ เพื่อให้สาวๆ เตรียมพร้อมกับของจริง

 

ปกติฉันจะไปฉี่หลังจากมีเซ็กส์

ดังนั้นพอวันหนึ่งฉันไม่ลุกไปฉี่ แฟน(ที่ตอนนี้เก่าไปแล้ว)ของฉันก็ทำหน้ากังวลมากๆ ในวันนั้นเองที่ฉันรู้ว่า เขาคิดว่าตามปกติฉันจะไปเอาน้ำเชื้อออกในห้องน้ำ…

นี่เขาคิดว่าท่อปัสสาวะกับช่องคลอดมันเป็นช่องเดียวกันรึไง

ไม่แน่ว่าเขาอาจจะคิดว่าเธอเอานิ้วคว้านมันออกมาในห้องน้ำก็ได้นะ…

 

ตอนที่ฉันอยู่ในโรงเรียนมัธยมฉันคิดว่าถุงยางอนามัยเป็นเหมือนผ้าอนามัยแบบสอด

แบบว่าพวกเขาจะเสียบมันลงในท่อปัสสาวะ และดึงมันออกมาหลังจากมีเพศสัมพันธ์

 

เพื่อนบ้านในวัยยี่สิบต้นๆ แต่มีลูกแล้วบอกกับเราว่าถ้าคุณมีลูกอัณฑะเพียงอันเดียว

คุณจะมีบุตรไม่ได้เพราะลูกอัณฑะอันหนึ่งผลิตตัวอสุจิ และอีกอันหนึ่งผลิตน้ำ

สมควรจะมีลูกตั้งแต่เด็กแล้วพ่อคุณ…

 

ถ้ารีดน้ำให้ผู้ชายก่อนหนึ่งที จะสามารถแตกในได้โดยไม่ตั้งครรภ์

เพราะอสุจิทั้งหมดออกมาในชุดแรกแล้ว

แน่นอนว่าเพื่อนที่บอกฉันแบบนั้นตั้งครรภ์ไปเรียบร้อยแล้ว

 

เราได้เรียนมาจากวิชาเพศศึกษาว่าผู้หญิงมักจะถึงสุดสุดยอดก่อนหรือหลังการสอดใส่

ไม่ใช่ระหว่างการสอดใส่ ดังนั้นผมจึงไม่ได้รู้เลยว่า เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เธอถึงด้วย ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เธอก็จะถึงได้เองตามธรรมชาติ

 

เด็กสาวที่โรงเรียนที่ฉันสอนเชื่อว่าเธอจะไม่ได้รับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

จากการร่วมเพศทางทวารหนัก หรือช่องปาก เพราะสุดท้ายคุณก็อึมันออกมา

 

ที่มา buzzfeed

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...