12 สิ่งที่ควรเปลี่ยนจากทำตอนเช้า มาเป็นทำ “ก่อนเข้านอน” แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น

หลายคนอาจคิดว่า เวลากลางคืนก่อนจะนอนนั้นควรเป็นเวลาพักผ่อนจากกิจกรรมต่าง แล้วค่อยเริ่มใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ที่จริงแล้ว บางอย่างหากว่าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามันควรทำในเวลา “กลางคืน”

งานวิจัยในยุคปัจจุบันแนะนำว่ามี 12 สิ่งที่คนเราควรทำ แทนที่จะเป็นเวลาเช้า ให้เปลี่ยนมาทำในเวลากลางคืนจะดีกว่า 12 สิ่งที่ว่า จะมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลย…

 

1. การทานเนื้อหรือคอทเทจชีส

 

หลายคนอาจทราบว่าการทานอาหารก่อนนอนนั้นทำให้นอนหลับได้ยาก แต่ถ้าหากเป็นอาหารให้โปรตีนสูงอย่างเนื้อหรือชีสสด (Cottage Cheese) นั้นจะ ทำให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น เพราะว่าอาหารเหล่านี้นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้วยังมีสาร Tryptophan ที่ช่วยในเรื่องของการนอนหลับอีกด้วย

ผัก ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักสำหรับทานก่อนเข้านอนเพราะอาจทำให้ลงพุงได้ และไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิว เพราะความหิวก็อาจทำให้คุณนอนไม่หลับได้เช่นกัน

 

2. เดิน

 

การเดินก่อนเข้านอนจะทำให้คุณมีสมาธิอยู่กับตัวเองและ ลืมความกังวลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ส่วนการเดินตอนเย็นนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ได้

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและ แจ็ค ดอว์ซีย์ ผู้บริหารทวิตเตอร์ ชื่นชอบการเดินตอนเย็นมาก เพราะไอเดียและวิธีใหม่ๆ ในการแก้ปัญหามักจะเกิดขึ้นในใจขณะกำลังเดิน

 

3. คิดแผนที่ต้องทำสำหรับวันต่อไป

 

การคิดแผนในตอนเช้าจะทำให้เรารีบและอาจหลงลืมสิ่งต่างๆ ได้ง่าย แต่การคิิดวางแผนในตอนกลางคืนนั้นจะทำให้เรา สามารถทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำในวันต่อไปได้อย่างละเอียด แถมไม่ต้องใช้เวลามากอีกด้วย

 

4. เปิดหน้าต่างระบายอากาศในห้อง

 

มนุษย์เราจะมีไขมันสีขาวที่ขจัดออกได้ยาก แตกต่างจากไขมันสีน้ำตาลที่สามารถถูกนำไปใช้ได้ง่ายเพราะเป็นเสมือนกับแหล่งพลังงานของร่างกาย ทั้งนี้จากการทดลองพบว่า ไขมันสีขาวนั้นจะกลายเป็นไขมันสีน้ำตาลได้จากอุณหภูมิต่ำและอากาศที่หนาวเย็น

ฉะนั้น คุณควรเปิดหน้าต่างตอนกลางคืนให้อากาศในห้องเย็นลง แต่ไม่ต้องเปิดจนคุณหนาวก็ได้ เอาแค่พอมีความเย็นเข้ามาทำให้ร่างกายได้ใช้พัลงงานก็พอแล้ว

 

5. เตรียมสิ่งต่างๆ ไว้ล่วงหน้า

 

การเตรียมสิ่งของต่างๆ สำหรับวันรุ่งขึ้นไว้ตั้งแต่ตอนเย็นหรือกลางคืน จะช่วยประหยัดเวลาและความเครียด ที่ใช้ตัดสินใจเลือกในตอนเช้า เช่นเตรียมชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้เอาไว้ เป็นต้น

 

6. ทำโยคะและนั่งสมาธิ

 

ตอนเช้าอาจไม่มีเวลามากนักที่จะทำโยคะ นั่งสมาธิ หรือการออกกำลังกายเบาๆ แต่หากว่าทำกิจกรรมเหล่านี้ก่อนนอน มันจะทำให้ จิตใจสงบ ลดความตึงเครียด และทำให้ พร้อมที่จะเจอกับวันรุ่งขึ้น

เทคนิคง่ายๆ สำหรับผู้ที่นั่งสมาธิยาก อาจจะเพราะความคิดไม่นิ่ง หรือมีเสียงรบกวนจากภายนอก ก็คือให้นอนลง หลับตา และพยายามรู้สึกถึงอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย มันจะทำให้คุณผ่อนคลายและสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น

 

7. อาบน้ำร้อน

 

การอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนในตอนเช้าไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักเพราะมันอาจทำให้คุณง่วง แต่มันจะมีประโยชน์มากหากอาบในเวลากลางคืน เพราะมันจะช่วยให้คุณหลับได้ง่ายขึ้น และช่วยลดอาการนอนไม่หลับอีกด้วย

นอกจากนี้การอาบน้ำร้อนก่อนนอนยังช่วยผ่อนคลายเส้นประสาท ชะล้างสิ่งสกปรกที่อุดตัน รักษาระดับกลูโคสในเลือกด รวมไปถึงทำให้กระดูกสันหลังได้ผ่อนคลาย

 

8. อ่านสิ่งที่อยากจดจำ

 

นอกจากการอ่านจะทำให้ไม่เครียดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้แล้ว หากคุณอ่านหนังสือตอนกลางคืน สมองของเราจะสามารถจดจำสิ่งที่อ่านได้ดีขึ้นอีกด้วย ฉะนั้น ใครที่ชอบอ่านหนังสือสอบตอนกลางคืนล่ะก็ คงจะได้ผลดีเลยทีเดียว

 

9. ทานกีวี

 

หลายคนเชื่อว่าควรรับประทานผลไม้ในตอนเช้า แต่จะมีผลไม้อยู่ชนิดหนึ่งที่ควรทานก่อนนอนนั่นคือ “กีวี” การทานกีวี 2 ผลก่อนนอน 1 ชั่วโมงจะทำให้ หลับง่ายและสนิทมากขึ้น แต่ข้อสำคัญคือ ห้ามทานมะนาวหรือเลมอนแทนกีวีเด็ดขาดเพราะจะทำให้ตื่นตัว ยกเว้นจะดื่มเป็นน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งมะนาว

 

10. ดื่มน้ำเชอร์รี่

 

งานวิจัยเผยออกมาว่า การดื่มน้ำเชอร์รี่ 2 แก้วก่อนนอนจะทำให้สามารถ นอนหลับได้ยาวและมีการนอนหลับที่ดีขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ไม่ชอบน้ำเชอร์รี่ก็สามารถ ทานสาหร่ายทะเลพร้อมกันอาหารเย็นแทนได้

 

11. หวีผม

 

การหวีผมก่อนนอน ถือเป็นการ กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ฝุ่นผง และไขมันของผิวหนังออกได้ การนวดเบาด้วยหวีอ่อนๆ ยังช่วยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไปสู่รากผมได้ดีอีกด้วย และตอนเช้าคุณก็จะได้ไม่ต้องหวีผมนานอีกด้วย

 

12. ทบทวนการใช้ชีวิตในหนึ่งวัน

 

การทบทวนจะทำให้เรานึกได้ว่าวันนี้เราได้พบเรื่องราวดีๆ อะไรบ้าง และต้องแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หรือจะเขียนไดอารี่ก็ได้หากคุณต้องการ การทำแบบนี้มันจะทำให้คุณพึงพอใจและมีความสุข และมีประโยชน์ในการหาความสุขให้กับชีวิต

 

เพียง 12 สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ในตอนกลางคืนและก่อนนอน ถ้าอยากรู้ว่าได้ผลดีขนาดไหน ก็คงต้องลองนำไปทำตามดูกันล่ะเนอะ

ที่มา: Brightside

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....