ร่างกายของเราทุกคนนั้นมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว และการมีอวัยวะครบ 32 ประการ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ถือเป็นเรื่องที่โชคดี

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบนั้น 11 สาวสวยที่ตั้งใจมานำเสนอในวันนี้พวกเธอต่างมีความบกพร่องทางร่างกาย แต่เธอก็เรียนรู้ที่จะรัก และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น

บอกได้เลยว่าพวกเธอมองโลกในแง่ดี และเป็นผู้หญิงคิดบวกเอามากๆ เลยล่ะ หวังว่าพวกเธอทั้ง 11 คนจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้นะ ไปอ่านเรื่องราวของพวกเธอได้เลย…

 

1. Megan Jayne Crabbe

“ในตอนแรกฉันไม่ชอบร่างกายของฉันเลยสักนิด ฉันมองว่ามันเป็นปัญหาเพราะจากสังคมรอบตัว แต่ในที่สุดฉันก็ยอมรับตัวเองได้ เพราะเรามีคุณค่ามากกว่าทัศนคติที่คนอื่นสร้างขึ้น”

 

“ฉันไม่เคยรู้สึกมีพลังหรือมีความสงบสุขกับร่างกายของตัวเองเท่าตอนนี้มาก่อนเลยล่ะ”

.

 

2. Bethany Purnell

“การมีถุงทวารเทียมทางหน้าท้อง (Ostomy) ไปตลอดชีวิตบางครั้งอาจทำให้สุขภาพจิตของฉันแย่ลง ฉันรักถุงทวารเทียมของฉันและชีวิตที่มันมอบให้ แต่บางครั้งมันก็มาพร้อมกับความหายนะ

“ฉันพยายามอย่างดีที่สุดที่จะมองโลกในแง่ดีเท่าที่จะทำได้! หากไม่มีกระเป๋าและโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn’s Disease) ฉันก็จะไม่เป็นฉันแบบทุกวันนี้”

“บางวันมันก็ยากที่จะยอมรับว่าฉันเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง และบางครั้งมันก็ยากที่เห็นเพื่อนและครอบครัวประสบความสำเร็จในขณะที่เรารู้สึกล้มเหลวและถูกจองจำอยู่ในร่างกายที่เจ็บปวดของตัวเอง แต่เราก็ยังมีชีวิตและยังหายใจอยู่ ในขณะที่ร่างกายของเราก็ต่อสู้อย่างเต็มที่”

 

“หากคุณคิดว่าคุณไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย  บอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าการต่อสู้อย่างแข็งแกร่ง และมีความหวังในการมีชีวิตอยู่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในสายตาของฉัน!”

View this post on Instagram

@cosmopolitanuk asked if I would get involved with #MentalHealthAwarenessWeek and I would really really appreciate it if you guys checked their post out! They’ll be posting different stories this week all surrounding body positivity and mental health! Having an Ostomy bag can sometimes take a toll on my mental health. I love my bag and the life it’s given me, but it does come with some downfalls. I try my very best to stay as positive as possible because this little bag seriously did save my life and give me a whole new look on life! Without my bag and my Crohn’s disease, I wouldn’t be me. Some days it’s hard to accept being chronically ill. It’s hard watching your friends and family thrive and succeed whilst we feel although we’re failing and imprisoned inside our own painful body and head. We’re alive and breathing whilst our body is literally fighting itself. If you think you haven’t achieved anything, being alive and the strength and hope we have is a massive massive achievement in my eyes! You are important and you are amazing whether you’re chronically ill, mentally ill or perfectly healthy 💜 #crohns #crohnsdisease #crohnsandcolitis #ulcerativecolitis #colitis #ibd #inflammatoryboweldisease #ileostomy #ostomy #colostomy #ostomybag #stoma #stomabag #chronicillness #invisibleillness #spoonie #mentalhealth #mentalhealthawareness #depression #anxiety #anxietyanddepression #bodypositivity #bodypositive #loveyourself #cosmopolitanuk

A post shared by Bethy ✌️ (@bethanypurnell) on

 

“คุณมีความสำคัญและคุณน่าทึ่งไม่ว่าคุณจะป่วยเรื้อรังป่วยเป็นโรคจิตหรือมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ก็ตาม”

 

3. Stephanie Yeboah

“จุดเปลี่ยนของฉันเกิดขึ้นตอนฉันได้ลดน้ำหนักไปกว่า 25 กิโลกรัมเพื่อใส่ชุดว่ายน้ำ ช่วงนั้นสภาพจิตใจฉันอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิตเลยล่ะ ตอนนั้นเองที่ฉันตัดสินใจรักตัวเองมากขึ้น”

 

“หาก ‘ไลฟ์สไตล์ดีๆ’ ที่คุณมีอยู่ทำให้คุณรู้สึกแย่หรือต้องตัดสินตัวเอง ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ใช่สิ่งที่ดีแล้วล่ะ “

.

 

4. Breanne Rice

“ตอนอายุ 30 ปีเป็นตอนที่ฉันรู้ว่าโรงด่างขาวจะไม่มีผลต่อชีวิตฉันอีกต่อไป เพราะฉันเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น”

 

“คุณไม่จำเป็นต้องสวยเหมือนคนอื่น คุณมีคุณค่ามากพอที่จะสวยในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง ถึงแม้จะแตกต่างกับคนอื่นก็ตาม เป็นตัวเองดีที่สุด”

.

 

5. Joann van den Herik

“ฉันเคยหมกมุ่นอยู่กับความอยากผอม และยอมทำทุกวิถีทางเพื่อหุ่นผอมเพรียว เพราะจากความคิดของคนอื่นที่มีอิทธิพลต่อฉัน แต่พอฉันลดน้ำหนักได้ ฉันกลับไม่รู้สึกดีต่อตัวเองเลย ฉันจึงเริ่มเปลี่ยนความคิดตัวเอง ค่อยๆ ยอมรับตัวเอง และหวังว่าฉันจะช่วยให้คนอื่นยอมรับตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็นด้วยเช่นกัน”

 

“ฉันตื่นเต้นมากๆ กับการถ่ายแบบในวันนี้”

.

 

6. Tess Daly

“ฉันชอบแฟชั่นมากๆ แต่ฉันก็ไม่เคยมีความมั่นใจในตัวเองเลย แต่พอเรียนจบ ได้เข้าสู่วงการแฟชั่น ความคิดของฉันก็เปลี่ยนไป การแต่งตัวของฉันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร และแฟชั่นเป็นสไตล์ของแต่ละบุคคล ทุกคนสามารถเป็นตัวเองในแบบที่พวกเขาต้องการได้”

 

“วันนี้ฉันใส่สีนีออนทั้งตัว ตั้งแต่การแต่งหน้าจนถึงรองเท้า”

.

 

7. Bianca Lawrence

“ฉันเคยเศร้ามากๆ อยู่ช่วงหนึ่ง แต่พอฉันคิดได้ว่า ‘ชีวิตนั้นสั้น และฉันต้องใช้ชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้’ ฉันจึงพบกับความอิสระ และกล้าที่จะเปิดเผยตัวเองในสิ่งที่ฉันเป็น ไม่ปกปิดรอยแผลเป็นอยู่ภายใต้เสื้อผ้าอีกต่อไป”

 

“ฉันกล้าที่จะโพสต์รูปตัวเองทางโซเชียลมีเดีย และได้กระแสตอบรับเชิงบวกมากมาย ฉันดีใจที่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ต่อสู้กับปัญหาแบบเดียวกับฉัน”

.

 

8. Amalie Lee

“หลังจากฉันฟื้นตัวได้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างเห็นได้ชัด ฉันไม่เป็นโรคคลั่งผอม (anorexia) อีกต่อไป และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือฉันไม่บ้านับแคลอรีในอาหาร และมัวมาพะวงว่าฉันจะอ้วนขึ้นอีกหรือไม่”

 

“การเพิ่มน้ำหนักเป็นสิ่งที่โหดร้ายมาก และถึงแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มแต่การหายจากโรคนี้ที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะฉันไม่ยอมให้อาหาร และหุ่นมาควบคุมชีวิตฉันอีกต่อไป”

View this post on Instagram

The physical changes from my recovery are quite significant. My thighs are thicker, my tummy is softer and my ribs can no longer be counted. Nevertheless, the most significant change is the one that cannot the seen; the change that took part in my head🙏 I no longer obsess over food and body. I no longer live as a slave to numbers and self-destructive mental demons. I no longer suffer. I am lucky. Many people with eating disorders don't get where I am. They might gain weight yet not feel any improvement mentally. They might never get alarmingly thin and wrongly conclude they aren't "sick enough for recovery". So although I actually am as healthy as I look on the right picture, we can not automatically assume so. Health is not a size, neither is sickness. Don't get me wrong, reaching a healthy weight is crucial to recovery! My point is, I am not recovered because my thighs touch, I am recovered because thoughts and actions about food and body no longer control my life. Recovery is hard and uncomfortable in every way, but once you have done it it will turn out to be the best thing you have ever done. Trust the process. Trust the future. Trust that you were put on this earth for more than obsessing over something as unimportant as calories in peanut butter and a pointless number on a stupid scale👊 #realcovery

A post shared by Amalie Lee (@amalielee) on

 

“การรักษานั้นยากแต่เมื่อทำได้แล้วมันจะดีต่อตัวคุณเองมากๆ คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อสนใจแค่ว่าอาหารแต่ละอย่างมีแคลอรีเท่าไหร่นะ”

 

9. Grace Mandeville

“ฉันเกิดมาพร้อมมือที่หายไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจฉันหายตาม เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันก็ไม่ได้สนว่าใครจะมองว่ายังไง เรื่องนั้นคงต้องขอบคุณพ่อกับแม่ของฉันล่ะ พวกเขาไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าอวัยวะฉันขาดหาย นั่นทำให้ฉันมีความมั่นใจและไม่ต้องการใส่แขนเทียมอีกต่อไป”

 

“นั่นคือส่วนที่เป็นข้อมือของฉันล่ะ”

.

 

10. Jessica Megan

“จำได้ว่าตอนที่ฉันชอบร่างกายตัวเองสุดๆ ก็คือตอนที่ฉันเห็นรูปโลกจากอวกาศ ซึ่งมันเล็กมาก และมันทำให้ฉันตระหนักได้ว่าเราเองก็เป็นเพียงฝุ่นผงของเศษเสี้ยวในจักรวาล ฉันจะไม่ยอมให้เซลลูไลท์ และไขมันมาทำให้ฉันไม่มีความสุข”

 

“สาวๆ พวกเธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน”

.

 

11. Michelle Elman

“ตอนอายุ 19 ปีฉันล้มป่วยเป็นเวลากว่า 6 สัปดาห์ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดครั้งที่ 15 ฉันไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ในตอนนั้นเองที่ฉันรู้ว่ารอยแผลเป็นบนตัวฉันมีจุดประสงค์ พวกมันทำให้ฉันยังมีชีวิตอยู่ มันทำให้ฉันรู้ว่าชีวิตนั้นไม่แน่นอน และไม่ควรนำความคิดแย่ๆ ของคนอื่นมาส่งผลในการใช้ชีวิต ตอนนี้ฉันรักตัวเองมากพอแล้วล่ะ”

 

“คุณคิดว่าฉันจะสนใจในสิ่งที่คุณคิดเหรอ 5555555 ขอหัวเราะทีเถอะ”

.

 

ที่มา: cosmopolitan

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...