เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ทางสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานการค้นพบโครงกระดูกจำนวนมากถูกฝังเอาไว้ในเมืองเบรสต์ เมืองทางขอบชายแดนของประเทศโปแลนด์

 

 

โครงกระดูกเหล่านี้ถูกค้นพบในระหว่างการดำเนินงานแผนการพัฒนาเมืองของทางรัฐบาล และคาดว่าเป็นของชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถูกสังหารโดยฝั่งนาซีในช่วงปี 1941-1942 ที่เยอรมนีปกครองโปแลนด์

จากคำบอกเล่าของทางเจ้าหน้าที่ พวกเขาพบสถานที่ซึ่งคาดว่าเป็นหลุมฝังศพในเมืองถึงสองแห่งในเวลาใกล้เคียงกัน โดยในปัจจุบันมีโครงกระดูกราวๆ 600 ร่างถูกขุดขึ้นมาจากหลุมฝังศพเพียงหลุมเดียว ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ในพื้นที่แห่งนี้จะมีโครงกระดูกอยู่กว่า 1,000 ร่าง

 

 

ในบรรดากระดูกที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วนั้น มีทั้งกระดูกของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ซึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลถูกยิง  แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการสังหารหมู่ในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองเบรสต์ในสมัยก่อนนั้นเคยเป็นพื้นที่สลัมของชาวยิว (Ghetto) และมีชาวยิวอาศัยอยู่รวมแล้วถึง 28,000 คนในช่วงปี 1941-1942 ก่อนที่ชาวยิวกว่า 17,000 คนจะถูกยิงทิ้งไปในเดือนตุลาคมปี 1942

 

 

บันทึกทางสถิติบอกว่ามีคนเพียง 19 คนจากทั้งหมด 28,000 คนเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตไปจากสลัมแห่งนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ในเมืองแห่งนี้จะมีโครงกระดูกของชาวยิวอยู่ฝังเอาไว้เป็นจำนวนมากมายขนาดนี้

การค้นพบในครั้งนี้ทำให้มีประชาชนในเมืองจำนวนหนึ่ง (492 คนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์) เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนแผนงานจากการสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและศูนย์การค้าไปเป็นสุสานสำหรับเหล่าชาวยิวที่เสียชีวิตในอดีตแทน

 

 

อย่างไรก็ตามแผนงานครั้งนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั้นยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของทางเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในปัจจุบัน

 

ที่มา dailymailmirror และ hamodia

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...