5 เหตุผลที่ทำให้นักเรียน ในประเทศเดนมาร์ก เป็นนักเรียนที่มี ‘ความสุข’ มากที่สุดในโลก

เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก เพื่อนๆ คงจะเคยผ่านชีวิตวัยเรียนกันมาก่อน แน่นอนว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่น้อยเลยทีเดียว ต้องตื่นเช้ามาถึงโรงเรียนเคารพธงชาติ เข้าเรียนวันละ 8-9 ชั่วโมง อ่าหนังสือก่อนสอบอย่างขมักเขม้นเพื่อให้ได้เกรดดีๆ

แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่าในโลกของเรานั้นไม่ได้มีระบบการศึกษาเพียงแบบเดียวเท่านั้นนะ และในวันนี้ #เหมียวหง่าว จะขอพาเพื่อนๆ ไปดูระบบการศึกษาของประเทศเดนมาร์ก ที่ถูกจัดเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

และนี่ก็คือ 5 เหตุผลว่าทำไมเหล่าเด็กนักเรียนในประเทศเดนมาร์ก ถึงเป็นนักเรียนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นลองไปชมกัน…

 

1. การมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

1

 

ส่วนใหญ่แล้วการดูแลเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาของประเทศเดนมาร์กนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกเหล่าเด็กๆ เพื่อให้สอบผ่านแต่อย่างใด แต่ผลักดันให้พวกเขาเกิดความอยากรู้อยากเห็น และฝึกไหวพริบ เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาความรู้ด้วยตนเอง

โรงเรียนจะทำการส่งเสริมกระบวนการสร้างความเข้าใจให้กับเหล่านักเรียนว่าพวกเขานั้นจะถูกประเมินค่าจากคุณสมบัติส่วนตัว และความสามารถของแต่ละคน นั่นหมายความว่าทุกๆ คนจะไม่คำนึงถึงเกรดของตัวเอง ทำให้พวกเขาสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องแคร์ว่าใครจะทำอาชีพอะไร

โดยหลักสูตรนี้จะขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่านักเรียนส่วนใหญ่จะสามารถที่จะเอาใจใส่กับการเรียนหรือไม่? และผลก็คือไม่มีเด็กนักเรียนคนไหนในประเทศเดนมาร์กที่ไม่ผ่านการประเมินเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งระบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นช่วยเหลือให้นักเรียนประสบความสูงสุดในชีวิต แต่เป็นการช่วยเหลือทุกๆ คน

 

2. การรู้จักตัวเองสำคัญพอๆ กับความสามารถในการเขียนได้และอ่านได้

2

 

ระบบการศึกษาของโรงเรียนในประเทศเดนมาร์กนั้นมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนในเรื่องของการพัฒนาบุคลิกภาพของแต่ละคน และพวกเขาก็ไม่ได้ทำให้นโยบายนี้เป็นเพียงแค่ประโยคที่กล่าวมาลอยๆ เท่านั้น เขาระบุออกมาเป็นกฎเลยว่าระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นไม่ควรที่จะให้แค่ความรู้เบื้องต้นกับความสามารถเท่านั้น แต่ควรที่จะช่วยในเรื่องของการพัฒนาบุคลิกภาพอีกด้วย

แม้กระทั่งในช่วงเตรียมพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยก็เช่นกัน (โรงเรียนอนุบาล หรือ เตรียมอนุบาล) เด็กๆ จะต้องมีการเตรียมตัวหลายอย่างก่อนที่จะเข้ามาสู่ระบบการศึกษาหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา ทำความคุ้นเคยกับกฎระเบียบของโรงเรียน เรียนรู้ที่จะใจกว้าง และเตรียมพร้อมสำหรับการมีส่วนร่วมในสังคม เป็นต้น

 

3. ไม่ส่งเสริมวิธีการเรียนแบบท่องจำ

3

 

ในโรงเรียนของประเทศเดนมาร์กนั้น นักเรียนทั้งหลายจะถูกส่งเสริมให้หาข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงข้อมูลและนำมาตอบคำถามได้อย่างอิสระ

โดยเชื่อว่าเพื่อที่จะได้มาซึ่งความรู้ นักเรียนควรที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่าที่จะมานั่งฟังแค่อาจารย์สอนเพียงอย่างเดียว

เหล่านักเรียนจะถูกสอนให้ตั้งแง่กับคำกล่าวอ้างที่มาจากผู้อื่นอยู่เสมอ และคิดข้อเสนอแนะของตัวเองขึ้นมา ดังนั้นในการทำแบบนี้ ระบบจะต้องทำการปลูกฝังความเคารพในตัวเองให้กับพวกเขา และเคารพในความคิดเห็นของคนอื่นๆ ด้วย

ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ ความสามารถในการคิดริเริ่ม เองก็เป็นความสามารถที่จะช่วยมอบประโยชน์และจำเป็นสำหรับการมีส่วนร่วมในสังคมด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับความสามารถในการจดจำประโยคต่างๆ จากหนังสือเรียนนั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

 

4. ระบบการศึกษาที่ไม่ได้วัดความเก่งกันที่คะแนนสอบ หรือเกรด

4

 

ถ้าลองเปรียบเทียบความแตกต่างของระบบการศึกษาด้วยคะแนนสอบแล้ว ประเทศเดนมาร์กนั้นจะขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ยากมากเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นประเทศเดนมาร์กก็ยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 อยู่ดี

ในประเทศเดนมาร์กนั้นผู้คนจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่นักเรียนในโรงเรียนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะต้องมีความสนุกกับการเรียน ไม่ได้เห็นว่าการเรียนเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่ไม่มีที่สิ้นสุดและรอคอยเพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

สับหรับชาวเดนมาร์กที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น หากยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี หรือมีปัญหาในการเข้าสังคมได้อย่างยากลำบาก ระบบการศึกษาจะช่วยสร้างโอกาสให้พวกเขาเข้าเรียนในคลาสที่มีชื่อว่า Efterskole หรือ After School นั่นเอง

วัยรุ่นในช่วงอายุ 14-18 ปีจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการเรียนในโรงเรียนที่จัดขึ้นให้เป็นพิเศษนี้ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ซึ่งพวกเขาให้ความสนใจมุ่งเน้นไปยังส่วนอื่นๆ ด้วยไม่ใช่แค่ระบบโรงเรียนสามัญเท่านั้น ซึ่งจะให้โอากาสกับนักเรียนที่จะพัฒนาและค้นพบกับความสนใจและความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกีฬา ศิลปะ หรืองานฝีมือ

พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พยายามต่อสู้ที่จะปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่ในสังคม

 

5. ทุกๆ คนควรได้รับสิทธิ์ที่เท่าเทียมกัน

5

 

ปรเทศเดนมาร์กมีประชากรเพียง 11% เท่านั้นที่มองว่าการมีรายได้ประจำเดือนเยอะๆ นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญ และนำมาเป็นตัวตัดสินใจที่จะเข้าทำงานในองค์กรต่างๆ

ในประเทศที่มีการจ่ายค่าภาษีสูงมากที่สุดในโลก การดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองร่ำรวยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ จึงทำให้การเลือกอาชีพนั้นไม่ได้ตรงตามความถนัดหรือความสนใจของแต่ละคนจริงๆ กลายเป็นว่าพวกเขาไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะเลือกด้วยตัวเอง และนี่ก็เป็นสิ่งที่ชาวเดนมาร์ากได้เริ่มศึกษามาจากในโรงเรียนแล้ว

การเลือกอาชีพโดยจะทำให้มีความสุขนั้นต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของระบบการแนะแนวอาชีพของประเทศด้วย จึงมีบริการทางสังคมที่จัดขึ้นไว้เพื่อให้คำปรึกษาแก่เหล่านักเรียนขึ้นมา เพื่อให้พวกเขาได้ปรึกษาก่อนที่จะเลือกเรียนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไปหรือเลือกเรียนในวิชารอง เพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับอนาคตข้างหน้า

ซึ่งในระดับการเรียนการสอนที่สูงขึ้นไป การนัดเจอกันระหว่างกลุ่มนักเรียนกับคุณครูเพื่อปรึกษาแผนการในอนาคตของแต่ละคนจึงเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามาก

จากการสำรวจ วัยรุ่นชาวเดนมาร์กกว่า 50% มันใจว่าพวกเขารู้สึกมีอิสระในการเลือกอนาคตของตัวเอง และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็คิดว่ามีความสามารถที่จะ ‘เอาอยู่’ อีกด้วย

ประเทศเดนมาร์กจึงเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญการศึกษาในประเทศเดนมาร์กนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียวเพราะทางรัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

นักเรียนทุกคนไม่ต้องคำนึงถึงสถานะทางบ้านของตัวเอง และพวกเขาจะได้รับเงินอย่างเพียงพอที่จะครอบคลุมทั้งด้านการศึกษาและค่าใช้จ่ายในชีวิตของพวกเขา

 

ก็ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว หากนำมาปรับใช้กับบ้านเราบ้างก็น่าจะมีอะไรๆ ดีขึ้นนะ หากเพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็สามารถคอมเม้นต์กันเข้ามาได้เลยนะจ๊ะ

emo-136

ที่มา : brightside

คอมเม้นท์มาสิ อย่ารอช้า...

SHARE
#เหมียวหง่าว เมี๊ยววๆ หง่าว มะมะเหมี๊ยว เหมี๊ยว หง่าววว แถ่แดมแถ่แดมแท๊มมม ~

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบเยยยยย.....